บทความ


อุปกรณ์ที่ช่วยให้การออกกำลังกายใน ฟิตเนส ง่ายขึ้น

อุปกรณ์ที่ช่วยให้การออกกำลังกายใน ฟิตเนส ง่ายขึ้น

ใครที่เพิ่งเคยไป ฟิตเนส ( Fitness ) จะเห็นว่าบางคนมีอุปกรณ์ป้องกันอาการบาดเจ็บในการออกกำลังกาย ช่วยให้ออกกำลังกายได้ดีขึ้น มาดูกันว่าอุปกรณ์ยอดฮิตที่ใช้ใน ฟิตเนส มีอะไรบ้างกัน จะได้ไปหาซื้อกันมาใช้กัน

 

1. ถุงมือ

     ใครที่เพิ่งไปออกกำลังกายที่ ฟิตเนส ( Fitness ) แล้วไปยกดัมเบล บาร์เบลที่หนักๆ จะรู้สึกเจ็บมือมาก และเมื่อเกิดการเสียดสีมากๆ เข้าจะทำให้ฝ่ามือด้าน แต่หากสังเกตดีๆ คนที่ยก ดัมเบล บาร์เบล กันเป็นประจำเขามักจะใส่ถุงมือ เพราะถุงมือจะช่วยให้จับ ดัมเบล บาร์เบล ได้ถนัดขึ้น ไม่ลื่น และป้องกันการเจ็บนิ้วมือ ฝ่ามือ ข้อมือ ได้ แถมยังป้องกันมือด้านไปในตัว

 

2. เข็มขัด

     ใน ฟิตเนส ( Fitness) เรามักจะเห็นคนยกเวทกันเยอะ ซึ่งใครที่ชอบเล่นเวทในท่าที่ใช้น้ำหนักเยอะๆ ควรมองหา เข็มขัดยกน้ำหนัก เข็มขัดเล่นเวท สักเส้น เพราะเข็มขัดจะรัดลำตัว เพื่อให้แกนกลางลำตัวเกิดความปลอดภัยและเข็งแรงในขณะที่เล่นเวท แต่ถ้าใช้น้ำหนักไม่หนักมาก ควรเล่นโดยไม่ใส่เข็มขัด เพื่อให้เกิดการเกร็งลำตัว และได้ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรงขึ้นด้วยตัวเอง

 

3. สแตรปส์รัดข้อมือยกน้ำหนัก

     สแตรปส์รัดข้อมือยกน้ำหนัก ใช้ได้กับดัมเบล บาร์เบล ที่ดึงข้อ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการยึดจับระหว่างมือกับอุปกรณ์ออกกำลังกาย ให้มั่นคง หลุดมือยาก โดยปลายสายของสแตรปส์จะเป็นลักษณะพันข้อมือ จึงช่วยให้ข้อมือไม่บิด ลดความเสี่ยงต่อข้อมือพลิกได้

 

     การใช้ สแตรปส์ จะทำให้ออกแรงได้ถูกส่วน โดยออกแรงกำจากนิ้วมือน้อยลง ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อมือและนิ้วมากเกินไป ช่วยให้บริหารกล้ามเนื้อได้อย่างถูกจุด แต่การใช้สแตรปส์บ่อยๆ ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันคือ จะทำให้มือไม่แข็งแรง แรงที่ใช้กำใช้เกาะอุปกรณ์ลดลง ดังนั้น ขอแนะนำว่าให้ใช้สแตรปส์ในเซตสุดท้ายของแต่ละท่า  เพื่อฝึกแรงกำที่มือไปในตัว เมื่อเรามีแรงกำที่แข็งแรง กล้ามเนื้อแขนท่อนล่างก็จะแข็งแรงตามไปด้วย

 

4. ผ้าพันข้อมือ

     ผ้าพันข้อมือ สามารถช่วยป้องกันข้อมือจากอาการบาดเจ็บที่อาจขึ้นจากการเล่นเวทที่น้ำหนักมาก โดยเฉพาะท่าบริหารกล้ามเนื้ออกที่ข้อมือจะรับแรงกดจากน้ำหนักที่มาก หรือท่าที่บริหารกล้ามเนื้อหน้าแขน ที่จะมีแรงจากน้ำหนักที่ทำให้เราต้องฝืนข้อมือมากๆ ซึ่งอาจทำให้บาดเจ็บได้หากไม่มีผ้าพันข้อมือ

 

5. ผ้าพันเข่า

     ผ้าพันเข่า จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บของหัวเข่าในวันที่เราฝึกกำลังขาอย่างหนัก ซึ่งการใช้ผ้าพันเข่าจะช่วยพยุงเข่า และล็อคให้หัวเข่ามั่นคง ไม่ให้รับแรงกดลงหัวเข่ามากจนเกินไป และช่วยในเรื่องหัวเข่าบิดไปในมุมที่ไม่พึงประสงค์ของท่านั้นๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บจากการฝึก

 

6. ชุดซัพพอร์ตข้อศอก

     ถือเป็นอุปกรณ์ช่วยพยุง หรือ เซฟข้อศอก เวลาที่ใช้น้ำหนักมากๆ ในการฝึกบางท่า มักไม่ค่อยเห็นคนใส่เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่จะใช้กันในวันที่ฝึกกล้ามเนื้อส่วนอก ไหล่ และหลังแขนบางท่า เพื่อช่วยประคอง บังคับศอกให้มั่นคงมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บได้

 

     นี่ถือเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมใน ฟิตเนส ( Fitness ) ที่เป็นที่นิยมนั่นก็เป็นเพราะอุปกรณ์เหล่านี้ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้ แต่อย่างไรก็ตามจะฝึกท่าไหน ใช้น้ำหนักเท่าใด ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน ดูความพร้อมของร่างกายเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก fitschoolfitness

อ่านบทความที่น่าสนใจ

- อุปกรณ์เตรียมตัวเข้า ฟิตเนส ( Fitness )

- มารยาทในการใช้ฟิตเนส รู้ไว้ไม่เสียหาย

ข้อดีของการมาเล่นฟิตเนส ฟิตเนส24ชั่วโมง

ข้อดีของการมาเล่นฟิตเนส ฟิตเนส24ชั่วโมง

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า กีฬาหรือการออกกำลังกายนั้นไม่ได้หมายถึงว่า จะต้องออกกี่โมงเล่นกี่โมง ทุกวันนี้ ร้านบริการเกี่ยวกับฟิตเนส24ชั่วโมง ( FIT24 ) นั้นช่วงใหญ่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงแล้ว

 

ฟิตเนส24 ชั่วโมงคืออะไร จริงๆตามชื่อเลยก็ว่าได้ ฟิตเนสที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ต่อมาได้รับความนิยมมากในหมู่วัยรุ่นที่ออกกำลังกาย คนที่เวลา ไม่ตรงกันหรือคนที่ มีเวลาในช่วงกลางคืน นี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเหมือนกันที่ ฟิตเนส 24 ชั่วโมนั้นเกิดขึ้นมาได้  ฟิตเนส 24 ชั่วโมง เทรนด์ฮิตจากต่างแดนการเข้าฟิตเนสช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเราได้ ล่าสุดเทรนด์ฟิตเนสที่เปิด 24 ชั่วโมง

 

กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนเมืองเป็นอันมาก เพราะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกวัยที่ต้องการความสะดวกในเรื่องเวลาที่จะเข้ามาออกกำลังกาย ทำให้มีฟิตเนส 24 ชั่วโมง พูดได้ว่าตอนนี้ฟิตเนส 24 ชั่วโมง กำลังได้รับความนิยมในออสเตรเลีย จากเมื่อ 15 ปีก่อนที่ฟิตเนสในออสเตรเลียส่วนใหญ่จะเปิดแค่ช่วงเช้า-ค่ำ แต่ปัจจุบันนี้มีฟิตเนส 24 ชั่วโมง

 

ข้อดีของฟิตเนส 24 ชั่วโมงมีอะไรบ้าง

เล่นฟิตเนสเวลาไหนก็ได้

การเลือกเวลาเล่นฟิตเนสในช่วงที่เราว่าง

หาเวลาว่างใช้ให้เป็นประโยชน์

แล้วเล่นฟิสเนสดีอย่างไร

 

เสริมสร้างบุคลิคภาพ ทำให้มีรูปร่างที่ดี เป็นสัดส่วน สามารถช่วยดึงดูดเพศตรงข้าม   “หุ่นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง”

การเล่นฟิตเนสช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจน พัฒนาระบบการสูบฉีดเลือด ซึ่งช่วยให้สุขภาพปอดและหัวใจแข็งแรงมากขึ้น

ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง  พละกำลังมากขึ้น สามารถยกของได้หนักขึ้น และ เพิ่มความกระฉับกระเฉง 

พัฒนาระบบเผาผลาญของร่างกาย การทำเราเล่นฟิตเนสเป็นประจำ ทำให้ระบบเผาผลาญใช้งานอยู่ตลอดเวลา ช่วยลดการสะสมไขมันในร่างกาย หลักเลี่ยงโรคอ้วน

ระบบร่างกายดีทั้งภายนอกและภายใน  นอกจากมีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ฟิตเนสยังช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี และ ร่าเริงแจ่มใสมากขึ้นอีกด้วย

ตอบโจทย์คนเมืองแน่นอน เพราะ ฟิตเนส24ชั่วโมงนั้น มีอุปกรณ์ให้เล่นหลากหลายมาก ทั้งนี้และทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละทีด้วย การมีอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมเราก็เหมือนการที่มีคนสอนอยู่ไปในตัวนั้นเอง หากเราเรียนรู้ที่จะเล่น ฟิตเนส อย่างถูกต้องก็ได้รับเท่ากันหมดครับ

 

ข้อควรระวังในการเล่นฟิตเนสกลางคืน

 

การพักผ่อน

ร่างกายของคนเราบางที่ต้องการพักผ่อนนะครับ หากเราไปเล่นตอนกลางคืนนั้นแสดงให้เห็นว่าคุณกำลัง เสียเวลาพักผ่อนของร่างกายและกล้ามเนื้อไปนั้นเอง อันนี้ที่เป็นห่วงจริงๆก็คือเรื่องพักผ่อน

 

ทรัพย์สิน

หากเราเล่นตอนกลางคืน เราไม่รู้เลยว่าคนไหนคนดีคนไหนคนไม่ดี เราต้องระวังเรื่องต่างๆ ทั้งร่างกาย ทรัพย์สินมีค่าของตนเองอีกด้วย

 

สุดท้ายเรื่องของการกิน

หากเราออกกำลังกายตอนกลางคืนนั้น เหนื่อยและหิว และเราเผลอไปกินเราอาจจะเสียสุขภาพได้อย่างที่เราไม่คาดคิดเลยก็ว่าได้

ฟิตเนส (  fitness  ) ไม่ได้มีแค่ เข้าแล้วก็ออก เท่านั้นมีหลายปัจจัย ที่เราต้องคำนึกถึงด้วย เช่นอย่างคนที่ชอบ ออกกำลังกาย ตอนดึก ก็ต้อง หา ฟิตเนส (  fitness  ) หรือ FIT24  ชั่วโมงนั้นเอง ข้อมูลที่นำมาให้อ่านนั้นมีประโยชน์มาก และสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

อุปกรณ์เตรียมตัวเข้า ฟิตเนส ( Fitness )

อายุเยอะแล้ว ออกกำลังกายแบบไหนดี

การออกกำลังกายสำหรับผู้เริ่มต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก shredder

มารยาทในการใช้ฟิตเนส รู้ไว้ไม่เสียหาย

มารยาทในการใช้ฟิตเนส รู้ไว้ไม่เสียหาย

     เชื่อว่าหลายคน คงเคยได้พบเจอเหตุการณ์แปลกๆในฟิตเนส แต่ก็อยากให้ใจเย็นๆ กัน เพราะบางคนอาจทำไปเพราะความไม่รู้ หรือนิสัยไม่ดีก็แล้วแต่ สิ่งที่ดีที่สุด และเป็นสิ่งที่เราทำได้คือ เริ่มที่ตัวเรา สร้างมารยาท และความมีวินัยให้ตนเอง แล้วมารยาทที่ควรต้องรู้มีอะไรบ้างนะ

 

ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น

     เหตุการนี้มักเกิดขึ้นเมื่อมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เมื่อมีทีมแมลงเม้าท์ และวอลุ่มของเสียงก็เพิ่มขึ้น ถ้าหากฟิตเนสเงียบหรือเป็นช่วงที่ไม่มีผู้ใช้บริการคนอื่นก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเป็นช่วงที่มีคนอื่นร่วมใช้งานด้วย ก็ควรจะต้องลดพลังเสียงลงซักหน่อย เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนสมาชิกท่านอื่นๆ ที่กำลังตั้งอกตั้งใจ มีสมาธิกับการออกกำลังกายจะดีกว่า

 

เล่นแล้วควรเก็บอุปกรณ์เข้าที่

     ข้อนี้ถือเป็นมารยาทขั้นพื้นฐานที่ควรทำ ไม่ว่าคุณจะเข้าใช้บริการอะไรก็ตาม ควรเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ถอดน้ำหนักที่เราเล่นออก วางเครื่องให้พร้อมในตำแหน่งที่ถูกต้อง สำหรับผู้อื่นที่จะเข้าใช้งานต่อ หรือแม้กระทั้ง เข็มขัด ฟองน้ำ หนังสือนิตยสารต่างๆ ก็ควรเก็บเข้าที่ เพื่อเป็นการเผื่อแผ่ให้กับผู้อื่น ช่วยให้ฟิตเนสมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

 

เช็ดเหงื่อที่เลอะบนอุปกรณ์

     เหงื่อออกเลอะ เปรอะเปื้อนที่นั่งและอุปกรณ์ ใครๆ เห็น หรือใช้ต่อ ก็ต้องร้องยี้ จริงอยู่เรื่องเหงื่อเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่เล่นเวท และคาร์ดิโอหนักๆ ดังนั้นถือเป็นความรับผิดชอบของตนเอง ควรเช็ดทำความสะอาดที่นั่ง และเครื่องมือ เมื่อเล่นเสร็จเสมอ ซึ่งทางฟิตเนสเอง เกือบทุกแห่งจะมีบริการน้ำยาฆ่าเชื้อ และผ้าสำหรับเช็ดไว้บริการ ช่วยกันคนละม้ายคนละมือ ถือว่าเป็นการช่วยรักษาความสะอาด

 

ไม่สะสมอุปกรณ์หรือห่วงของ

     ด้วยที่ฟิตเนส หรือยิม เป็นที่สาธารณะ หลายแห่งจะมีผู้เข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเช้า และเย็น อุปกรณ์ภายในก็มีจำกัด ดังนั้นจึงควรวางแผนการเล่นให้ดี เล่น 1 คนต่อ 1 อุปกรณ์ เล่นจนจบครบเซ็ท แล้วก็เก็บอุปกรณ์เข้าที่

 

     จากทั้งหมดนี้ ถือเป็นมารยาทพื้นฐานที่รู้ไว้ ปฎิบัติไว้ ไม่มีเสียหาย แถมคุณจะเป็นกลายเป็นเพื่อนร่วมสังคมที่น่ารัก และเป็นส่วนนึงที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมเล็กๆ ในฟิตเนส ยิม นี้ให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

 

     FIT24 ให้บริการฟิตเนสชั้นนำที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนในทุกๆวัน หากท่านกำลังหาที่ฟิตเนสที่อุปกรณ์ครบครัน เราขอแนะนำ พระอาทิตย์ฟิต24 ที่สุดแห่งการออกกำลังกาย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lovefitt

อุปกรณ์เตรียมตัวเข้า ฟิตเนส ( Fitness )

อุปกรณ์เตรียมตัวเข้า ฟิตเนส ( Fitness )

หลายคนที่กำลังศึกษา อยู่ว่าอยากเข้าฟิตเนสจังเลยต้องเตรียมอะไรไปบ้าง หรือว่า การที่เราเข้าฟิตเนสไม่ต้องเตรียมอะไรเลยงั้นก็ได้หรอ วันนี้เรามาบอกว่ามือใหม่เข้าฟิตเนสนั้นมีอะไรบ้างที่ เราต้องรู้กัน

 

เทรนด์การรักษาสุขภาพและรูปร่าง ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยล้าสมัย เช่นกันกับยุคนี้สมัยนี้ที่ใครๆ ก็อยากดูดี ทั้งรูปร่างหน้าตา ไม่ว่าจะ เป็นหนุ่มๆ หรือ สาวๆ แต่ละคนสารพัดจะสรรหาวิธีการที่จะทำให้ ตนเองดูดี มีสุขภาพและหนึ่งในทางเลือกสุดฮอตสำหรับหนุ่มสาว สมัยนี้ คือ การออกกำลังกายใน “ฟิตเนส”  ( fitness )  ด้วยความที่ฟิตเนส เป็นสถานที่ออกกำลังกายที่มีบริการแบบเพียบพร้อมและครบครัน ทุกๆ ด้านจึงทำให้ฟิสเนตได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะ ในกลุ่มหนุ่มสาวชาวกรุงที่มักมีปัญหาความเครียดการออกกำลังกาย

 

ขั้นตอนการเตรียมตัว ไป ฟิตเนส (  fitness  )

เตรียมร่างกายให้พร้อม และจิตใจที่ต้องอดทน

การเตรียมละดับนี้ต้องพร้อมจริงๆ ไม่งั้นเราไปเล่นแล้วเสียเงินฟรีๆ มันก็ไม่คุ้ม หากใครที่เตรียมพวกนี้ไปได้นั้น ก็จะสามารถประสบความสำเร็จจริงๆ กับการ เข้า ฟิตเนส ( fitness ) และสภาพจิตใจที่ต้องอดทนนั้นก็คือความเจ็บของกล้ามเนื้อความล้าและความเพลีย ต่อการต่อสู้กับแรงกดดันของตัวเอง

นอกจากข้างบนแล้วก็ต้องเตรียม เครื่องใช้ ใน ฟิตเนส ( fitness )

 

ผ้าขนหนู

ควรสอบถาม ฟิตเนส (  fitness  ) ว่ามีบริการหรือไม่ แต่ถ้าจะให้ดี ควรเตรียมไปเอง อาจจะไม่ต้องขนาดใหญ่มากเพื่อเอาใว้ซับเหงื่อตามใบหน้า ขณะออกกำลังกายหรือเช็ดตัวหลังการอาบน้ำ ซึ่งถ้าเราเตรียมไปเองทำให้ หมดกังวลเรื่องความสะอาดของผ้าขนหนู

 

ขวดน้ำ

ขาดไม่ได้เลยสำหรับ ฟิตเนส (  fitness  ) คนที่เหงื่อออกมากควรพกขวดน้ำส่วนตัวเอาไว้ดื่ม ในระหว่างการออกกำลังกายเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำโดย การจิบทีละนิด อีกทั้งยังสามารถมั่นใจได้ด้วยว่าน้ำที่ดื่มเข้าไปเป็นน้ำสะอาด อย่างแท้จริง แถมช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกทาง เพราะไม่ต้องคอย ซื้อน้ำขวดจากตู้แช่มาดื่มด้วย หรืออาจจะติดขนมชิ้นเล็กๆ เพื่อบรรเทา อาการหิวในระหว่างพักด้วยก็ได้

 

หูฟังและเครื่องเล่น MP3  นับเป็นอุปกรณ์อีกหนึ่งชิ้นที่ชาวฟิตเนส ควรมีติดตัวเอาไว้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่เบื่อง่ายหรือขี้เหงา เพราะเสียง เพลง นอกจากจะช่วยให้รู้สึกสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับการเล่น อุปกรณ์ต่างๆ เท่านั้นแต่ความเร็วของจังหวะดนตรียังเป็นแรงกระตุ้นทำให้ สามารถออกกำลังได้นานยิ่งขึ้นด้วย

 

สเปรย์คลายกล้ามเนื้อ 

ฟังดูอาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่ แต่ถ้ามีติดกระเป๋า ไว้เป็นดีแน่ เพราะสเปรย์เหล่านี้ไม่ได้เอาไว้ใช้บรรเทาอาการบาดเจ็บ ปวดเมื่อย หรือเคล็ดขัดยอกเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาฉีดเพื่อ ผ่อนคลาย กล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกายได้ ในขณะเดียวกันสเปรย์ เหล่านี้ก็ยังช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายมีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย

 

ชุดอุปกรณ์ทำความสะอาด 

ไม่ว่าจะเป็นโฟมล้างหน้าครีมบำรุงผิว ครีมอาบน้ำ แชมพู โรลออนหรือน้ำหอม รวมถึงเจลทำความสะอาดมือ สิ่งเหล่านี้แนะนำว่าควรพกติดตัวไว้ในกระเป๋าสำหรับเข้า  ฟิตเนส (  fitness  ) แม้ว่าบาง อย่างทางฟิตเนสอาจจะมีบริการแต่ก็อาจไม่ถูกจริตของเราก็เป็นได้ พาลจะ เสียอารมณ์ในการใช้เปล่าๆ สู้เราใช้ของเราเอง สบายใจกว่าเยอะ

 

เสื้อผ้าสำรอง 

รวมทั้งชุดออกกำลังกายและรองเท้าที่เหมาะสมจัดใส่ กระเป๋าเอาไว้เลย กันลืม และก่อนเดินทางออกจากฟิตเนสควรเปลี่ยนเสื้อผ้า ให้เรียบร้อยเสียก่อน ถึงแม้หลังจากนี้จะกลับบ้านทันทีก็ตาม โดยเฉพาะ คนที่จำเป็นต้องกลับรถโดยสาร เพราะคงไม่ดีหากหน้าสวย หุ่นเป๊ะ แต่กลิ่นเหงื่อกลิ่นตัวจากผ้าที่ชุ่มเหงื่อของคุณจะต้องไปรบกวนคนอื่น เสียลุคส์เปล่าๆ

 

ยารักษาโรค

 สำหรับคนที่ป่วยหรือมีโรคประจำตัว ควรพกยาที่ต้อง รับประทานเป็นประจำ หรือในกรณีฉุกเฉินก็สามารถหยิบมาใช้ได้ทันท่วงที

 

ที่สำคัญ เรียนรู้มารยาทในการใช้บริการฟิตเนส ( Fitness ) อย่าลืมศึกษารายละเอียด เรื่องกฎกติกามารยาทในการใช้บริการฟิตเนสด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การใช้อุปกรณ์ การเก็บรักษา หรือความสะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการทุกคนควรทราบ เช่น ไม่ใช้อุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งนานเกินไป

 

จนคนอื่นที่เสียเงินมาเหมือนกันไม่ได้ใช้เลยอย่าลืมว่าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ใช่ของส่วนตัวของคุณคนเดียวนะ นอกจากนี้หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ในฟิตเนส เพราะเสียงเรียกเข้าหรือเสียงเตือนจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ จะรบกวนผู้ใช้บริการคนอื่น

 

ฟิตเนส (  fitness  ) ไม่ได้มีแค่ เข้าแล้วก็ออก เท่านั้นมีหลายปัจจัย ที่เราต้องคำนึกถึงด้วย เช่นอย่างคนที่ชอบ ออกกำลังกาย ตอนดึก ก็ต้อง หา ฟิตเนส (  fitness  ) หรือ FIT24  ชั่วโมงนั้นเอง ข้อมูลที่นำมาให้อ่านนั้นมีประโยชน์มาก และสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข้อควรรู้สำหรับมือใหม่หัดเล่นฟิตเนส

การออกกำลังกายใน ฟิตเนส แบบผิดๆ

คู่มือสำหรับ มือใหม่ หัดเข้าฟิตเนส

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก supersports

อายุเยอะแล้ว ออกกำลังกายแบบไหนดี

อายุเยอะแล้ว ออกกำลังกายแบบไหนดี

เมื่ออายุเข้าเลข 3 หรือ มากกว่านั้นแล้วเราจะต้องเลือกหา สถานที่เล่น เช่น ฟิตเนส ( Fitness ) หรือสถานที่ต่างๆที่เหมาะ รวมถึงท่า ออกกำลังกาย หรือประเภทที่เราจะเล่นวันนี้มีสาระดีๆมาบอกต่อกัน

 

คนส่วนมากก็อาจจะยังไม่ค่อยพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมากเท่าใดนัก นอกจากความคิดและการมองโลกที่เปลี่ยนไปมากขึ้น แต่เมื่อเราลองมองตัวเองเข้าไป

ในกระจกแล้ว เราอาจจะพบว่าที่ผ่านมาเราขาดการดูแลตัวเองและมองข้ามรูปร่างของเราไปจนพบว่า มันกลายเป็นศูนย์รวมของชั้นไขมันมากมายที่ก่อตัวอยู่บริเวณแขน หน้าท้อง และต้นขาของเรามากขึ้น หุ่นที่เคยสวยเป๊ะในอดีตถูกทำลายลงไปแล้ว

 

กีฬาหรือ ประเภทต่างๆที่สมควรเล่นเมื่ออายุเยอะขึ้นแล้ว

ว่ายน้ำการออกกำลังกายที่ดีที่สุด อาจจะไม่เกี่ยวข้อง กับ ฟิตเนส ( Fitness ) มากนัก
การว่ายน้ำเชื่อกันว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นก็เป็นเพราะว่านอกจากร่างกายจะไม่ได้รับแรงกระแทก แถมยังมีน้ำเป็นตัวโอบอุ้มไม่ให้ร่างกายเกิดการบาดเจ็บจากการกระทบกับของแข็ง การว่ายน้ำยังเป็นการออกกำลังกายที่ใช้แรงในทุกๆ ส่วนของร่างกายให้เคลื่อนที่ไป ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในทุกๆ ส่วน ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดความยืดหยุ่นตัว ไม่รู้สึกเบื่อง่าย แถมยังทำให้เพลิดเพลินและผ่อนคลายไปในตัว

โยคะ สามารถเล่นใน ฟิตเนส ( Fitness ) ได้
โยคะเป็นการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าท่าในการเคลื่อนไหวของโยคะจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่กลับช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ความสำคัญของการเล่นโยคะไม่ได้อยู่แค่เพียงการเคลื่อนไหวร่างกายเท่านั้น เพราะทุกการขยับตัวเราจะต้องมีการฝึกสมาธิควบคุมจิตใจตนเองไปในตัว ส่งผลให้เรามีสมาธิและเป็นคนที่มีความสงบมากขึ้น

เดินเร็วทางเลือกของคนอยากวิ่ง หากท่านใดที่ไม่สะดวกเดินกลางแจ้ง สามารถ เข้ามาเดินในลู่วิ่ง ฟิสเนส  ( fitness ) ได้นั้นเอง
หากร่างกายของใครมีข้อจำกัดในการวิ่ง และชอบบรรยากาศของการวิ่งในที่สาธารณะ ก็อาจจะลองเปลี่ยนมาเป็นการเดินเร็ว ที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานได้พอๆ กับการวิ่งและการเข้าฟิตเนส แถมยังมีข้อดีลดแรงกระแทกที่อาจจะเกิดขึ้นกับข้อต่อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้มีปัญหาในเรื่องของข้อต่อได้เป็นอย่างดี แถมไม่เป็นการออกกำลังกายที่หนักหน่วงจนทำให้เหนื่อยหอบเกินไปด้วย เหมาะสมอย่างมากสำหรับใครหลายคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายแบบหนักๆ เพื่อให้ตัวเองเหนื่อย

 

หากท่านใดกำลังมองหา สถานที่เล่นหรือ ออกกำลังกาย เราขอแนะนำ ฟิตเนสพระอาทิตย์ แอร์เย็น มีที่ฟอกอากาศและแถมยังมี ค่ายมวยอีกด้วยสนุกอย่างแน่นอน เรื่องสุขภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตประจำวัน ต่อให้ร่ำรวยแต่สุขภาพต้องมาก่อนนะครับ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ผู้สูงอายุเหมาะที่สุดแล้วคือการเดิน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก organicbook

การออกกำลังกายสำหรับผู้เริ่มต้น

การออกกำลังกายสำหรับผู้เริ่มต้น

การออกกำลังกายให้ได้ผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องเข้าใจถึงหลักของการออกกำลังกาย เพื่อจะได้เผาผลาญไขมันได้ หากใครกำลังเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ควรทำตามนี้

 

1. เริ่มก่อนสุขภาพดีก่อน

     การออกกำลังกายไม่ใช่ใครๆ จะอยากลุกมาออกกำลังกายซะเมื่อไหร่ ชอบบ่ายเบี่ยงอ้างนู่นนี่สารพัด ดังนั้น หากมีความรู้สึกอยากออกกำลังกาย เข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ขอเพียงแค่เริ่มต้นอย่างจริงจังก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการออกกำลังกาย

 

     เมื่อเริ่มต้นออกกำลังกายแล้ว ควรเป้าหมายในการออกกำลังกายด้วย ว่าเราอยากออกกำลังกายเพื่ออะไร ? อยากลดไขมัน อยากลดน้ำหนัก อยากเพิ่มกล้ามเนื้อ ที่ต้องกำหนดเป้าหมายเพราะจะได้วางแผนการออกกำลังกายได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม นั่นเอง

 

2. วางแผนออกกำลังกาย

     เมื่อกำหนดเป้าหมายได้แล้ว ก็ต้องมาวางแผนการออกกำลังกาย ทั้งโปรแกรมการออกกำลังกาย และ โปรแกรมอาหาร เพราะถ้าออกกำลังกายแต่ไม่ควบคุมอาหาร จะได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งการออกกำลังกายควรออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพื่อสุขภาพที่ดี

 

3. ท่องไว้ว่า ‘พลังงานเข้าน้อยกว่าออก’

     อย่างที่เราบอกไปในข้อ 2 หากเราออกกำลังกายมาอย่างหนัก แต่ไม่ควบคุมอาหาร ทานอาหารมากกว่าที่เราออกกำลังกายหรือใช้พลังงานน้อยกว่าที่กินเข้าไป น้ำหนักของเราก็จะเพิ่มขึ้นแทน ซึ่งน้ำหนักจะขึ้น 1 กิโลกรัมในทุกๆ 3,000 – 4,000 แคลอรี แต่ถ้าอยากจะลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัมนั้น จะต้องออกกำลังกายถึง 7,000 แคลอรีเลยทีเดียว

 

     ดังนั้น ต้องควบคุมอาหาร เลือกทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ระวังไม่ให้พลังงานที่ได้รับมากกว่าที่ใช้พลังงานในแต่ละวัน ไม่อย่างงั้นออกกำลังกายให้ตายยังไงก็ไม่มีทางผอม

 

4. ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และจดบันทึก

     บางคนไม่กล้าจะชั่งน้ำหนัก เพราะกลัวการที่ต้องรู้ รอบอก รอบเอว น้ำหนัก ส่วนสูงของตัวเอง แต่ขอบอกไว้เลยว่า ไม่ต้องกลัวค่ะ หมั่นชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วนของตัวเองเข้าไว้ และทำการจดบันทึกตั้งแต่เริ่มต้นของการออกกำลังกาย เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงและเป็นการสำรวจตัวเองว่าโปรแกรมที่เราได้ตั้งไว้เหมาะสมกับตัวเองหรือไม่

 

4. ความเข้มข้นของการออกกำลังกาย

     การออกกำลังกายของแต่ละคนไม่เท่ากัน ที่เหมาะสมต่อการเผาผลาญไขมัน คือ ระดับกลาง (เหนื่อยแต่ยังสามารถพูดคุยได้ปกติ) แต่หากอยู่ในระดับสูง คือ พูดไม่ได้ หายใจทางปาก ซึ่งระดับการออกกำลังกายของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรปรับระดับการออกกำลังกายให้เข้ากับตนเองจะดีที่สุด ไม่ต้องแคร์ว่าเราออกน้อยกว่า ออกไม่เท่าคนอื่น เรามุ่งเน้นที่ตัวเราจะปลอดภัยกว่า

 

 

     การออกกำลังกายที่ส่งผลดีต่อร่างกายนั้น ขอแนะนำว่า ควรออกกำลังกายในระดับปานกลาง 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3-5 วัน และที่สำคัญที่สุด ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งควรอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยลดอาการบาดเจ็บและช่วยให้อาการเมื่อยล้าหายได้เร็วขึ้น เพียงเท่านี้เราจะมีสุขภาพที่ดีกันแล้วค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก healthcare.9dee

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

- ฟิตเนส เล่นอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

- การออกกำลังกายใน ฟิตเนส แบบผิดๆ

ฟิตเนส เล่นอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

ฟิตเนส เล่นอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

     แต่ถึงแม้จะเป็นการออกกำลังกายในร่มที่ไม่มีการปะทะ หลายคนยังคงสงสัยว่ามีอาการบาดเจ็บจากการเล่นฟิตเนสร่วมด้วย อาการเหล่านี้มีอะไรบ้าง จะมีวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไร มาฝากค่ะ

 

4 ลักษณะของการบาดเจ็บ

     “การบาดเจ็บที่พบในฟิตเนสเกิดได้ทั้งจากการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอที่เน้นพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอดโดยส่วนใหญ่มักเป็นการบาดเจ็บในเรื่องของโครงสร้างร่างกายที่เกิดจากการใช้งานมากเกินไปหรือหนักเกินไป” การบาดเจ็บที่พบส่วนใหญ่ซึ่งมักแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

1. กล้ามเนื้ออักเสบ เป็นการอักเสบของกล้ามเนื้อ เมื่อเกิดฉีกขาดจากการใช้งานหนัก

2. เส้นเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นการอักเสบของเส้นเอ็นที่ยึดระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูก (tendon)

3. เส้นเอ็นยึดข้อฉีกขาด เป็นการอักเสบของเส้นเอ็นที่ยึดระหว่างกระดูกกับกระดูก (ligament)

4. กระดูกรับน้ำหนักมากเกินไป หรือมีแรงเครียดต่อกระดูกมากเกินไป เช่น กระดูกขาหักแบบเป็นรอย (stress fracture) จากการวิ่งอย่างหนักและเกิดแรงกระแทกซ้ำๆ

 

เจ็บแล้ว ต้องทำอย่างไร

     หากคุณไม่ได้ออกกำลังกายมานานพอสมควรเมื่อกลับมาออกกำลังอีกครั้งและรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว อาการแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นการบาดเจ็บแต่เป็นกลไกตอบสนองของร่างกายตามปกติ ซึ่งอาการนี้จะหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน แต่หากเป็นการบาดเจ็บจริงๆ ต้องประกอบด้วยอาการปวด บวม ผิวบริเวณที่เจ็บมีสีแดง และเมื่อแตะแล้วรู้สึกร้อนกว่าบริเวณใกล้เคียง ให้คุณไปพบแพทย์จะดีที่สุด

 

การบาดเจ็บ ป้องกันได้

     อย่างไรก็ตาม การป้องกันตัวเองจากอาการบาดเจ็บย่อมดีกว่าการรักษาตัว โดยสามารถปกป้องอาการบาดเจ็บนั้นโดยการ อบอุ่นร่างกายก่อน (warm up) และหลัง (cool down) การออกกำลังกายทุกครั้ง โดยใช้เวลาอย่างละ 5-10 นาที ระหว่างการ warm up และ cool down ให้ยืดกล้ามเนื้อร่วมด้วย โดยใช้เวลาประมาณ 3 นาทีเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ค่อยๆ เพิ่มระดับแรงต้าน ระยะเวลา และความถี่ของการออกกำลังกาย พักจากการออกกำลังบ้างสัปดาห์ละ 1-2 วันเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว และที่สำคัญ ไม่ควรออกกำลังหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานานเพราะจะทำให้ร่างกายนั้นล้าเกินไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก bumrungrad

ออกกำลังกายด้วยเชือก Battle Rope

ออกกำลังกายด้วยเชือก Battle Rope

ทางเลือกแนวใหม่ในการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ที่เรียกกันว่า เชือก Battle Rope ที่ช่วยเผาผลาญไขมันและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายไปพร้อม ๆ กัน รับรองว่าสนุกแน่

 

     Battle Rope เป็นอุปกรณ์การออกกำลังกายที่มีลักษณะคล้ายเชือกโยงเรือ มีความยาว 15-20 ฟุต เป็นการออกกำลังกายประเภทการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ (Freestyle Movement) โดยผู้เล่นจะต้องยืนอยู่ที่ตำแหน่งของปลายเชือกด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นใช้มือจับที่ปลายเชือกแล้วสะบัด โดยยกแขนหนึ่งขึ้นไปถึงระดับหัวไหล่ ทำสลับทั้งแขนซ้ายและแขนขวาอย่างรวดเร็ว

 

     การออกกำลังกายด้วย Battle Rope จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อ และความสามารถในการรับรู้การเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อ โดยจะสร้างความแข็งแกร่งและทนทานของกล้ามเนื้อ ขณะที่กำลังออกกำลังกายด้วย Battle Rope ไม่ใช่แค่การสะบัดไปมา แต่เรายังสามารถนำไปประยุกต์กับท่าทางได้หลากหลาย เพราะไม่มีท่าตายตัว

 

แนวทางในการออกกำลังกายด้วย Battle Rope

1. Double Wave

     พื้นฐานเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ เริ่มจากการสร้างคลื่นแบบง่ายๆ ด้วยการจับปลายเชือกทั้งสองข้างให้มั่น แยกเท้าออกให้กว้างเท่ากับหัวไหล่ทั้งสองข้าง งอเข่าเล็กน้อย รั้งเชือกเอาไว้จากนั้นให้สะบัดมือขึ้นลงอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กัน โดยยกระดับปลายเชือกให้อยู่ที่ศีรษะขึ้นลง จนทำให้เชือกเคลื่อนที่เป็นแนวคลื่น

 

2. Alternating Wave

     การเล่นเหมือนกับ Double Wave แต่ให้กำเชือกขึ้นลงในแนวหัวไหล่ แล้วสะบัดลงอย่างรวดเร็วสลับกันไปมาทั้งสองข้าง โดยแต่ละข้างให้ใช้ระดับความแรงเท่าๆ กัน รักษาความเร็วเอาไว้ โดยเน้นให้เชือกทั้งสองข้างมีลูกคลื่นที่สลับกันไปมาด้วย

 

3. Low Alternating Wave

     เป็นการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกันกับแบบที่สอง ระดับการยกเชือกขึ้น อยู่แนวเดียวกับหัวไหล่ แล้วสะบัดลง เพียงแต่ย่อส่วนร่างของร่างกายลงมาเหมือนกับการนั่งหมอบ เอนตัวไปด้านหน้า ให้น้ำหนักอยู่ที่สะโพกด้านหลังไม่ใช่ที่หัวเข่า จากนั้นก็ทำการสร้างคลื่นสลับกันไปมาเหมือนเดิม

 

ประโยชน์จากการออกกำลังกายด้วย Battle Rope แบบพื้นฐาน

1. เผาผลาญแคลอรี

     เนื่องจากการออกกำลังกายด้วย Battle Rope ต้องใช้พลังงานมาก ซึ่งจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี มีค่าเฉลี่ยของการเบิร์นแคลอรีอยู่ที่ 10 แคลอรีต่อนาที

 

2. กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหว

     การยกและการเหวี่ยงเชือก Battle Rope จะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เคลื่อนไหวได้หลากหลายมากกว่าการบริหารร่างกายด้วยบาร์เบล และดัมเบล และยังสามารถฝึกร่วมกับท่า Lunge และ Burpee ได้อีกด้วย

 

3. เพิ่มความแข็งแกร่ง

     การใช้เชือก Battle Rope ออกกำลังกาย สามารถเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกายไม่แพ้กับการออกกำลังกาบแบบคาร์ดิโอและเล่นเวทเทรนนิ่ง เพราะจะไม่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ แต่จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ แทน

 

4. ให้ผลลัพธ์ทางกายภาพที่ดี

     การออกกำลังกายด้วยเชือก Battle Rope นอกจากจะช่วยเบิร์นแคลอรีแล้ว ยังช่วยสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นต่อร่างกายและกระตุ้นระบบเผาผลาญอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยสลายไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้มองเห็นกล้ามเนื้อได้ชัดขึ้น

 

     Battle Rope จึงเป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ เผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี หากเล่นอย่างถูกต้องและทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดไขมัน และได้รูปร่างสมส่วนอย่างที่ต้องการ ถือเป็นทางเลือกสำหรับการออกกำลังกายแบบใหม่ที่ช่วยให้เกิดความอิสระในการเล่นมากขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก mgronline

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

- วอร์มร่างกายก่อนเล่นฟิตเนส

- 5 วิธีออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักแบบผิด ๆ

การออกกำลังกายใน ฟิตเนส แบบผิดๆ

การออกกำลังกายใน ฟิตเนส แบบผิดๆ

กายออกกำลังกายนั้นเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้สุขภาพดี ถ้าออกนอกสถานที่ก็ดีอย่าง แต่ใน ฟิตเนส ( Fitness ) นั้นการออกกำลังจะแตกต่างไปหน่อยเพราะว่ามีเครื่องมือเยอะ และท่าที่ต้องทำให้ถูกต้องจริงๆ

 

เทรนด์สุขภาพในตอนนี้ นอกจากอาหารคลีนแล้ว   แต่กลับไม่ใช่ทุกคนที่จะออกกำลังกายแล้วเห็นผลทั้งในเรื่องของการลดน้ำหนัก และความแข็งแรงของร่างกาย ฟิตแอนด์เฟิร์มของจริง เป็นเพราะอะไร คุณอาจพลาดตรงไหน

 

วิธีออกกำลังกาย ผิดๆ ที่คนมักไม่รู้ตัว

ไม่ทานอาหารที่ให้พลังงานก่อนออกกำลังกาย

บางคนบ้าออกกำลังกายมาก เพื่อให้รูปร่างเล็กลง น้ำหนักลดลง จึงพยายามควบคุมปริมาณอาหารที่ทานเข้าไป และไปออกกำลังกายหนักๆ ด้วยเข้าใจว่าจะ “เบิร์น” เอาพลังงานที่ทานเกินเข้าไปออกให้หมด แต่ทราบหรือไม่ว่า หากไม่ทานอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายเลย แล้วไปออกกำลังกายหนักๆ นอกจากจะมีสิทธิ์เป็นลมเป็นแล้งได้

ถ้าไม่กินอาหารก่อนไปออกำลังกาย เสี่ยงเป็นโรค ขาดสารอาหารได้

 

ออกกำลังกายท่าเดียว

เคยเห็นคนที่ไปออกกำลังกายที่  ฟิตเนส ( Fitness ) แล้วเอาแต่ยกเวทหรือเปล่าคะ หากเขาลุกไปเล่นเครื่องออกกำลังกายอื่นๆ ด้วยก็ดีไป แต่ถ้าเห็นเขาเล่นแต่แขนอย่างเดียว หรือกล้ามเนื้อท้องอย่างเดียว การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงของร่างกายอย่างแท้จริง ต้องออกกำลังกายให้ได้ทุกส่วน ทั้งแขน ขา หน้าท้อง สะโพก หรือส่วนอื่นๆ ด้วย ถ้าหน้าท้องมีซิกแพค แต่แขนขาไม่เฟิร์มก็คงแปลกๆ ดังนั้นพยายามออกกำลังกายให้ครบทุกส่วน

 

คาร์ดิโอมากเกินไป

มีอีกบางจำพวกที่เอาแต่วิ่งๆ กระโดดๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระตุ้นให้ร่างกายเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นอยู่ตลอดเวลา หากเล่นคาร์ดิโอเพื่อเบิร์นหนักๆ ร่างกายจะเริ่มปรับตัวให้คุ้นชินกับการเบิร์นในแบบนั้น จริงๆใน ฟิตเนส ( Fitness ) เราควรออกกำลังกายแบบอื่นๆ สลับกันไปเรื่อยๆ อย่าให้ร่างกายคุ้นชินกับคาร์ดิโอมากเกินไป

ไม่วอร์มอัพ-คูลดาวน์

หลายคนไม่เห็นความสำคัญของการวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกาย และลืมที่จะคูลดาวน์หลังออกกำลังกายด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญต่อร่างกายมากๆ เพราะการวอร์มอัพ และคูลดาวน์เป็นการช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นการวอร์มกล้ามเนื้อหัวใจ ให้เต้นเป็นจังหวะ ไม่เร่งเร้าการสูบฉีดโลหิตมากเกินไป ลดอาการเหนื่อยหอบอย่างเฉียบพลัน

 

นับแคลอรี่มากเกินไป

การออกำลังกายที่ ฟิตเนส ( Fitness ) เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเวลาเป็นอันดับต้นๆว่าออกไปเท่าไรแล้ว  ไม่ใช่ว่าจะกินอะไรก็นั่งนับอย่างละเอียด หยิบเครื่องคิดเลขมานั่งกดๆ เกินไป 10 กิโลแคลอรี่ก็จะไม่กิน แบบนี้เรียกว่าเคร่งครัดเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิตได้ในภายหลัง

ทางที่ดีควรทานอย่างระมัดระวัง ทานพออิ่ม เลือกประเภทของอาหารที่ทาน มีสติว่าวันนี้ทานอะไรไปบ้าง ควรหรือไม่ควรทานต่อ แล้วออกกำลังกายตามปกติ ทำเป็นประจำทุกวัน เท่านี้ก็ไม่ต้องนับแคลอรี่ให้วุ่นวาย นอกจากจำนวนแคลอรี่จะไม่ได้เท่ากันทุกจาน ทุกมื้ออย่างที่เข้าใจแล้ว

 

เราขอแนะนำ ฟิตเนสพระอาทิตย์ แอร์เย็น มีที่ฟอกอากาศและแถมยังมี ค่ายมวยอีกด้วยสนุกอย่างแน่นอน เรื่องสุขภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตประจำวัน ต่อให้ร่ำรวยแต่สุขภาพต้องมาก่อนนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก  praartitfit24

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

การผ่อนกาย ( cool down )

วอร์มร่างกายก่อนเล่นฟิตเนส

รู้กันไหม ? ทำไมจึงควรกินอาหารก่อนออกกำลังกาย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

ข้อควรรู้สำหรับมือใหม่หัดเล่นฟิตเนส

ข้อควรรู้สำหรับมือใหม่หัดเล่นฟิตเนส

1. ควบคุมการกิน

     ก่อนที่จะเล่นฟิตเนสนั้น หนุ่ม ๆ ก็ต้องมีน้ำหนักและกล้ามเนื้อที่พร้อมก่อน เพื่อรูปร่างที่สมบูรณ์และดูดี เนื่องจากหลังจากการเล่นฟิตเนสก็จะทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกอยากอาหารได้อีกเช่นกัน ดังนั้นการกินและควบคุมอาหารไปด้วยจึงสำคัญไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเล่นฟิตเนส

 

2. วอร์มอัพร่างกายก่อนเล่นฟิตเนส

     การวอร์มอัพก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะเริ่มเล่นฟิตเนส เพราะทำให้กล้ามเนื้อรับรู้ว่ากำลังจะต้องใช้แรงและพละกำลังในการออกกำลังกาย และยังทำให้ร่างกายขับเหงื่อและพร้อมสำหรับการเริ่มเล่นฟิตเนส โดยควรจะเริ่มจากความเร็วที่น้อยก่อนแล้วค่อย ๆ ไล่ความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่น การวิ่งบนลู่วิ่ง การลุกนั่ง หรือการปั่นจักรยานอากาศ ถ้าเผลอไม่วอร์มร่างกายก่อน ดันไปเล่งหนักเลย มีหวังร่างกายอักเสบ เจ็บปวดไปหลายวันแน่ ๆ

 

3. ยืดกล้ามเนื้อก่อนเล่นฟิตเนส

     หลายคนมองข้ามไปมากที่สุด การยืดกล้ามเนื้อก่อนที่จะออกกำลังกายนั้น จะช่วยลดอาการบาดเจ็บได้ ไม่ว่าจะระหว่างหรือหลังออกกำลังกายอย่างหนัก หรือเล่นเวท การยืดกล้ามเนื้อนั้นเราควรจะยืดกล้ามเนื้อทั้งตัว โดยใช้เวลาก่อนเล่นเพียงแค่ประมาณ 5 นาทีก็สามารถช่วยได้แล้ว แถมไม่เจ็บ ปวดน้อย กลับบ้านไปหลับสบายอีกด้วย

4. กำหนดจุดที่ต้องการเล่น

     สำหรับบางคนอยากได้กล้ามแขน กล้ามหน้าท้อง หรือลดต้นขา ดังนั้นการกำหนดจุดและหาข้อมูลวิธีการสำหรับจุดที่ต้องการนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก และยังจะทำให้เรามีเป้าหมายในการเล่นฟิตเนสครั้งนี้อีกด้วย ทางที่ดีปรึกษาเทรนเนอร์ก้ได้นะ เผื่อจะได้ข้อมูลว่าจุดไหนทำแล้วเห็นผล

 

5. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังเล่นฟิตเนส

     การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือ ที่เรียกกันว่าคูลดาวน์ เป็นการทำให้ร่างกายเราสลาย กรดแลคติค ออกจากกล้ามเนื้อ เพื่อลดอาการเจ็บปวด เมื่อยล้า หลังจากการเล่นฟิตเนส โดยวิธีในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อนั้น ทำได้ตั้งแต่การเล่นให้เบาลง ไปถึงการวิ่งช้า ๆ คล้าย การวอร์มอัพ ก่อนที่จะเล่น ฟิตเนส นั่นเอง วิธีนี้จะช่วยให้กลับบ้านไปไม่บ่นกับตัวเองว่า ปวดเมื่อย แล้วนะ

 

     หากใครกำลังมองหาที่ออกกำลังกายหรือฟิตเนส ที่มีอุปกรณ์ และ เครื่องอำนวยความสะดวก แบบครบครัน ขอแนะนำ ฟิตเนส แถวถนนพระอาทิตย์ ราคาเปิดเมมเบอร์ ไม่แพง หรือ สอบถามรายละเอียดได้ ที่นี่ เลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

 

อ่านบทความน่าสนใจ

- วอร์มร่างกายก่อนเล่นฟิตเนส

- รู้กันไหม ? ทำไมจึงควรกินอาหารก่อนออกกำลังกาย

ผู้สูงอายุเหมาะที่สุดแล้วคือการเดิน

ผู้สูงอายุเหมาะที่สุดแล้วคือการเดิน

หลากหลายผลวิจัยออกมาบอกว่าผู้สูงอายุ นั้นเหมาะสำหรับกับการเดินมากที่สุดแล้ว จะเห็นได้ว่าถ้าให้ไปวิ่งก็คงไม่ไหวถ้าให้ไปกระโดดก็คงไม่ไหว สำหรับการเดินใน ฟิสเนสนั้นเหมาะที่สุดแล้ว

 

การเดินสำหรับผู้สูงอายุนั้นสามารถเดินได้ทั้ง นอกสถานที่และ ฟิตเนส บนลู่วิ่งก็ได้นะครับเพราะว่าประหยัดด้วยและไม่ต้องไปโดนฝุ่นละอองอะไรอีกด้วย

 

การเดิน เป็นการออกกำลังกายที่ประหยัด ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

 

โดยเฉพาะคนที่น้ำหนักมากๆ และผู้สูงอายุ เพราะเมื่อเปรียบกับการวิ่งแล้ว การวิ่งจะทำให้เกิดแรงกระแทกต่อข้อต่อมากกว่าการเดินมาก นอกเหนือจากนั้นผู้ออกกำลังกายรายใหม่ที่เลือกวิ่ง จะทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ง่ายกว่าและเมื่อพยายามจะวิ่งต่อ ก็ยิ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำซ้อน เกิดผลเสียมากกว่าผลดี น้ำหนักก็ไม่ลดด้วย

 

ผู้สูงอายุเดินอย่างไรให้ดี

 

เดินไปด้วยแกว่งแขนไปด้วย 

ทำอย่างนี้เป็นประจำ แล้วแต่เราจะกำหนดเวลาว่าจะเดินเท่าไหร่ แต่ให้ดีคือต้องเดิน 20 นาทีขึ้นไปแล้วก็ แกว่แขนตลอด จะทำให้ ร่างการได้ขยับ และออกกำลังกายนั้นเอง 

 

ต้องมีน้ำติดตัวอยู่ตลอด

อย่าทำให้ตัวเองหิวน้ำ รู้ว่าเสียเหงื่อเราก็จิบน้ำ เอาก็ได้เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และจะไม่ทำให้เป็นลม

 

เดินเร็ว 

การเดินเร็วนั้นต้องเดินช่วงท้ายๆ เพราะจะทำให้ เราเร่งความเร็วไม่ต้องถึงขั้นเร็วมาก หรือถึงขั้นกับวิ่งเลยนะครับเพราะจะทำให้ กระดูกเข่า หรือกล้ามเนื้อฉีกได้นั้นเอง

 

สุดท้าย การผ่อนร่างกายหลัง เดินเสร็จ ข้อนี้สำคัญมาก

ประโยขน์ของ การผ่อนร่างกายมีประโยชน์อย่างมากจนคาดไม่ถึง การทำให้ร่างกายค่อยๆเย็นลงด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวเบาๆ หลังการออกกำลังกาย เช่น การเดิน จะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เต็มที่มากขึ้น

 

ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีแล้ว ยังทำให้กรดแลคติกในกล้ามเนื้อ ตัวการที่ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อยๆ สลายไป เนื่องจากออกซิเจนในเลือดสามารถไหลมาหล่อเลี้ยงได้เต็มที่ และลดโอกาสที่จะปวดกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายได้ด้วย

 

จะเห็นได้ว่าเรา รวมข้อมูลข้องการเดิน อย่างปลอดภัยให้ผู้สูงอายุแล้ว ใครที่อยากจะออกกำลังกาย ผมแนะนำ ในฟิตเนสดีกว่าครับไม่ต้องเจอฝุ่นละอองต่างๆ อีกด้วย

 

สำหรับคนที่เดิน นั้นจะมีปัญหาอย่างเดียวเลย คือหนึ่งสภาพอากาศไม่อำนวย เราขอแนะนำ ให้ท่านเข้าฟิตเนส นั้นเอง  เพราะว่าฟิตเนส นั้นมีลู่วิ่ง พร้อมทั้งเครื่องเล่นที่ท่าน ต้องการอีกมากมาย

 

เราขอแนะนำ ฟิตเนสพระอาทิตย์ แอร์เย็น มีที่ฟอกอากาศและแถมยังมี ค่ายมวยอีกด้วยสนุกอย่างแน่นอน เรื่องสุขภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตประจำวัน ต่อให้ร่ำรวยแต่สุขภาพต้องมาก่อนนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก  praartitfit24

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  honestdocs

วอร์มร่างกายก่อนเล่นฟิตเนส

วอร์มร่างกายก่อนเล่นฟิตเนส

หลายคนเมื่อเข้าไปถึง ฟิตเนส ( Fitness ) ก็แทบจะกระโจนเข้าหาเครื่องเล่นต่างๆ ทันที โดยไม่ได้ถามร่างกายตัวเองก่อนเลยว่า พร้อมหรือยัง ?

 

     สิ่งที่คนออกกำลังกายบางคนมักละเลย คือ การอบอุ่นร่างกาย หรือที่เราพูดติดปากว่า วอร์มร่างกาย (Warm Up) ก่อนออกกำลังกาย ซึ่งการวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกาย จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการกระตุ้น มีการเคลื่อนไหว และเกิดความร้อนในกล้ามเนื้อ ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวเตรียมพร้อมที่จะลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในสภาวะพร้อมที่จะออกกำลังกาย เมื่อร่างกายมีความพร้อมสำหรับการออกกำลังกาย จะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้อีกด้วย

 

การวอร์มร่างกายก่อนเล่นฟิตเนส สามารถทำได้หลายแบบ ดังนี้

1. วอร์มร่างกายด้วยคาร์ดิโอ

     การวอร์มร่างกายด้วยคาร์ดิโอ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้หัวใจมีอัตราการเต้นที่สูงขึ้น ใครที่อยากวอร์มด้วยการคาร์ดิโอ มีทางเลือกให้ลองทำ เช่น การปั่นจักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้งบนลู่วิ่งไฟฟ้า กระโดดเชือก หรือกระโดดบนแทรมโปลีน โดยเริ่มจากเบาๆแล้วค่อยเพิ่มความหนักในการออกกำลังให้มากขึ้น เพื่อให้อุณหภูมิของกล้ามเนื้อยืดหยุ่น ลดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้

 

2. วอร์มร่างกายด้วย Foam Roller

     Foam Roller หรือ โฟมโรลเลอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการนวดกดจุด เพื่อคลายปมพังผืด ทำให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น นวดให้กล้ามเนื้อคลายตัว แต่สามารถนำมาใช้ในการวอร์มร่างกายได้ ซึ่งการวอร์มด้วย Foam Roller จะช่วยเคลื่อนของเหลวที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกาย กระตุ้นและสร้างความสมดุลแก่กล้ามเนื้อที่เป็นอวัยวะรับความรู้สึกในการเคลื่อนไหว โดยใช้ Foam Roller กับกล้ามเนื้อที่จะออกกำลังกายในวันนั้น ด้วยการกลิ้งไปด้านหน้าและด้านหลังอย่างช้าๆ ประมาณ 30 วินาที จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อส่วนนั้นผ่อนคลายหรือลดความตึงลง

 

3. วอร์มร่างกายด้วยการยืดร่างกายแบบเคลื่อนไหว

     การวอร์มก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา ให้ยืดร่างกายแบบเคลื่อนไหว ( Dynamic Stretching ) เช่น การยกขาให้ปลายเท้าแตะมือ ยกขาขึ้นมากอดเข่า การวิ่งเขย่งก้าวสลับขา ซึ่งยืดร่างกายแบบเคลื่อนไหวจะช่วยวอร์มกล้ามเนื้อในส่วนที่ยืด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกกำลังกาย

 

4. วอร์มร่างกายด้วยการกระตุ้นกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนเป็นพิเศษ

     การวอร์มร่างกายด้วยการกระตุ้นกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนเป็นพิเศษ จะเป็นการออกกำลังที่กระตุ้นกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่ใช้ ในรูปแบบเดียวกับที่จะเล่น เช่น เล่นฟุตบอล จะวอร์มด้วยการฝึกเลี้ยง รับ-ส่งบอล หรือ ฝึกยิงประตู เป็นต้น

 

     ถ้าไม่อยากปวดเมื่อยหรือมีอาการบาดเจ็บหลังการออกกำลังกาย ก่อนออกกำลังกายทุกครั้งต้องทำการวอร์มร่างกายก่อนเสมอ ซึ่งมีหลายแบบตามที่เราได้บอกไป ใครชื่นชอบหรือถนัดแบบไหนก็นำไปใช้กันได้ตามความถนัด คราวหน้าหวังว่าจะการเข้า ฟิตเนส ( Fitness ) ของทุกคน ร่างกายจะพร้อมรับมือกับการออกกำลังกายนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก gqthailand

อ่านบทความเพิ่มเติม :

- คู่มือสำหรับ มือใหม่ หัดเข้าฟิตเนส

- 5 วิธีออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักแบบผิด ๆ เปลี่ยนกี่คอร์สก็ไม่ผอม

- ทำไมจึงควรกินอาหารก่อนออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย ลดความอ้วนได้ ไม่โยโย่

ออกกำลังกาย ลดความอ้วนได้ ไม่โยโย่

ทุกวันนี้มีแต่คนอยากผอม อยากสวย สรรหาวิธีลดน้ำหนักมามากมาย จึงทำให้สาวๆ หลายคนเกิดโยโย่ คือน้ำหนักเด้งกลับมาเท่าเดิมหรือมากว่าเดิมนั่นเอง เรามาดูวิธีลดน้ำหนักแบบไม่โยโย่กันดีกว่าค่ะ

 

  1. เลือกกิน ไม่ใช่อด

การลดความอ้วนด้วยวิธีอดอาหารถือว่าผิดมาก เพราะว่านอกจากจะส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร และทำให้ร่างกายขาดสารอาหารด้วย แล้วเมื่อไหร่ที่ตบะแตกกลับมากินขึ้นมา เจ้าน้ำหนักที่เราอุตส่าห์อดอาหารเพื่อมัน ก็จะเด้งกลับมาเท่าเดิมหรือสองเท่า มันเป็นกลไกธรรมชาติ พอเราอดนานๆ แล้วกลับมากินเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม น้ำหนักก็ขึ้นเป็นปกติ การอดอาหารจึงเป็นวิธีที่เสียงต่อการเกิดโยโย่  

 

  1. เพิ่มการเผาผลาญด้วยการออกกำลังกาย

วิธีการที่ชัดเจนและเห็นผลได้ในการเพิ่มระดับการเผาผลาญของร่างกายคือการออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ ( Cardio ) เพื่อช่วยในการเผาผลาญไขมัน และ การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง ( weight training ) เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และนี่จะเป็นตัวที่กระตุ้นระดับการเผาผลาญพลังงานของเรา

 

  1. ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ชีวิตในแต่ละวัน

ลองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ดูนะคะ ฟังดูเหมือนยาก แต่ไม่ยากอย่างที่คิดเพื่อหุ่นสวยสุขภาพดีของเราทำให้เป็นกิจวัตร เป็นเรื่องที่ต้องทำทุกวัน เพียงเท่านี้นิสัยการใช้ชีวิตของเราก็จะสดใส สดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชั้นเลยนะคะ  เลือกกินมากขึ้น ออกกำลังกาย แต่ไม่ต้องหักโหม ที่สำคัญคือทำให้สม่ำเสมอจนเป็นนิสัย การลดน้ำหนักจะได้ผลในระยะยาวและไม่โยโย่อีกด้วยค่ะ

 

  1. เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนออกกำลังกายหายาก

การมีเพื่อนไปลดน้ำหนัก ออกกำลังกายด้วยกันเป็นไอเดียที่ดีมาก จะมีความสนุก ไม่เหงา แข่งกันผอมแข่งกันสวย ชวนกันทำอะไรที่มีประโยชน์ ชวนเพื่อนให้ไวเหมือนตอนชวนกินปิ๊งย่าง เพื่อนนี่ตัวช่วยสำคัญในการทำให้เรามีแรงกระตุ้น และยังช่วยดูแลอาหารการกิน แชร์กันถึงอาหารหรือความสวยความงาม ก็ถือเป็นแรงผลักดันชั้นดีเลยนะคะเนี่ย

 

 

   ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะเป็นคนใหม่สวยขึ้นหุ่นดีขึ้นกว่าเดิมเรื่องนี้ไม่ยากขอเพียงแค่คุณเริ่มต้นออกกำลังกายให้ถูกวิธีใครอยากมีหุ่นที่เซ็กซี่มองมุมไหนก็สวยและดูฟิตแอนด์เฟิร์มสุขภาพดีต้องรีบหันมาบริหารร่างกาย ปรับเปลี่ยนนิสัยเดิม แล้วคุณจะไม่ประหลาดใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ จะเห็นได้ว่าการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปทั้งการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารซึ่งการออกกำลังกายก็ต้องมีทั้งหนักและเบาเพื่อให้เกิดความสมดุลการที่สามารถควบคุมทั้งสองสิ่งได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณไม่ต้องกังวลกับอาการโยโย่อีกต่อไปแถมยังมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นด้วย ได้ประโยชน์สองต่อเลยค่ะ

หากอยากออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักอย่างเห็นผล FIT24 ให้บริการฟิตเนสชั้นนำที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนในทุกๆวัน คุณสามารถขอรับคำปรึกษาจากเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสที่พร้อมให้บริการด้วยความเป็นมิตรและความจริงใจ ให้ 

 

“FIT24” ยินดีเป็นคู่มือให้คุณ ตลอด 24 ชม.

ติดตามข่าวสาร บทความดีๆ เทคนิคต่างๆ ที่นี่เลย ค่ะ

 

กล้ามเนื้อฉีกควรทำอย่างไรดี

กล้ามเนื้อฉีกควรทำอย่างไรดี

สำหรับปัญหาที่เรามักพบกันนั้นเราไม่รู้ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อมือใหม่ส่วนใหญ่จะเป็น เพราะว่าไม่รู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไรก่อนออกกำลังกาย มาถึงก็ยกของหนักๆแล้วก็วิ่งเลยอันนั้นจะทำให้กล้ามเนื้อฉีก

ปัจจุบันหนุ่มสาวมือใหม่ที่กำลัง ออกกำลังกายกันนั้น ไม่ค่อยจะ warm-up กันเท่าไหร่

การวอร์มอัพนั้นสำคัญมาก สำหรับมือใหม่และคนที่เล่นนานแล้ว

 วอร์มอัพ หรือการอบอุ่นร่างกายนั่นเองการอบอุ่นร่างกายหรือที่เรียกกันติดปากว่า วอร์มอัพ

ถือเป็นขั้นตอนที่ครูพละเทรนเนอร์หรือผู้ฝึกสอนย้ำนักย้ำหนาว่า “ต้องทำ” ก่อนและหลังการฝึกซ้อมและในการแข่งขันแต่ทำไมต้องทำล่ะ? ไม่ทำได้มั้ย? หากไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นหรืออย่างไร แน่นอนปวดหลัง กล้ามเนื้อฉีก

 

กล้ามเนื้อฉีก

ภาวะที่เส้นใยมัดกล้ามเนื้อบาดเจ็บ หรือฉีกขาด จากการถูกใช้งานหนัก หรือยืดตัวมากเกินไป ภาวะนี้เกิดขึ้นได้กับกล้ามเนื้อทุกส่วน และเกิดได้กับคนทุกวัย ซึ่งปัญหาที่เกิดจากกล้ามเนื้อฉีก คือความรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก จนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ดังใจ

 

สาเหตุ

เกิดอุบัติเหตุที่กล้ามเนื้อ เช่น ถูกชน หรือถูกกระแทกอย่างแรง

ใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น ยกของหนักเกินกำลัง

การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาหักโหมเกินไป และไม่มีการยืดคลายกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี

 

อาการ

อาการทั่วไปของกล้ามเนื้อฉีก คือผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ หรือปวดที่กล้ามเนื้อมัดนั้นอย่างรุนแรง บางครั้งอาจเจ็บมากจนถึงขั้นเคลื่อนไหวไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไป กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะเริ่มบวม และมีสีคล้ำขึ้น หรือเกิดรอยฟกช้ำ 

 

ใครบางที่มักจะเกิดอาการกล้ามเนื้อฉีกบ่อย

นักกีฬาที่ไม่ค่อยวอร์ม

มือใหม่หัดเล่นกีฬา

ผู้ที่ทำงานใช้พลังงานหรือกล้ามเนื้อมากเกินไป

คนที่ประสบอุบัติเหตุ

 

วิธีรักษากล้ามเนื้อฉีก

 

พักการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้น 

เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บเสียหายมากขึ้น และให้เส้นใยกล้ามเนื้อได้ฟื้นคืนสภาพ เช่น ผู้ที่ออกกำลังกายแล้วบาดเจ็บ ควรหยุดออกกำลังทันทีที่รู้สึกเจ็บ หรือผู้ที่บาดเจ็บจากการทำงานก็ควรหยุดพักงานก่อนระยะหนึ่ง

 

พันผ้ารอบกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ 

การใช้ผ้ายืด  พันรอบมัดกล้ามเนื้อ จะช่วยลดอาการบวม อักเสบ และห้อเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดดังกล่าว แต่ไม่ควรพันแน่นเกินไป

 

ประคบเย็น

เพื่อลดอาการบวม ปวด และป้องกันไม่ให้เลือดออก แต่ข้อควรระวังคือ ไม่ควรให้ผิวสัมผัสกับของเย็นโดยตรง เพราะความเย็นจัดจะทำให้หลอดเลือดหดตัว และเกิดกล้ามเนื้อขาดเลือดได้ เราจึงควรใช้ผ้า หรือถุงพลาสติกมาห่อน้ำแข็ง และนำมาประคบบริเวณที่ปวด

การที่เราจะไม่กลับเข้าไปเป็นอีก ควรทำอย่างไรกับมันดีของกล้ามเนื้อฉีก

หลักเลี่ยงการเล่นกีฬาขณะที่เพิ่งหายมาไม่กี่สัปดาห์ จะทำให้เกิดอาการกลับไปเป็นใหม่

 

ห้ามยกของหนัก

จัดท่านั่งในเหมาะสมและสบายที่ดีสุด แต่ต้องถูกหลักนะครับผม

 

อาการกล้ามเนื้อฉีกนั้นมักพบในผู้คนที่เล่น ใน ฟิตเนส FIT24 เพราะตอนตนเองเล่นไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเจ็บตอนไหน เอาแต่เล่นเอาเหงื่อออกอย่างเดียว แต่พอหลังจากเล่นเสร็จจะเกิดอาการปวดหนักมาก

 

ดังนั้นหากท่านใดไม่อยากเป็นกล้ามเนื้อฉีกก็สามารถ หาเทรนด์เนอร์ดีๆสักคน มาเป็นครูสอน อยากให้ทุกคนออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ให้เราเปิดประสบการณ์ใหม่นะครับผม คลิกที่นี่

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  honestdocs

เครื่องเล่นแต่ละชนิดช่วยความฟิตอะไรบ้าง

เครื่องเล่นแต่ละชนิดช่วยความฟิตอะไรบ้าง

การเล่นฟิตเนสนั้น คนเพิ่งเริ่มต้นเล่นนั้นจะเข้าไปแล้วงงๆว่าเล่นอะไรก่อนดีหรือพูดง่ายๆว่าเลือกไม่ถูกจะเล่นอะไรก่อน วันนี้เราจะมาบอกให้หายสงสัยว่าเครื่องเล่นไหน ให้ความฟิตอะไรบ้างมาดูกันครับ

 

แม้เราจะบอกกันว่าการใช้เครื่องออกกำลังกายเป็นวิธีการดีๆ อย่างหนึ่งเพื่อช่วยให้ร่างกายได้สุขภาพที่แข็งแรง เพิ่มความฟิตแอนด์เฟิร์มได้ดี กระนั้นเครื่องออกกำลังกายแต่ละชนิดก็มีคุณประโยชน์เฉพาะทางต่างกันออกไป ซึ่งหากใครต้องการบริหารร่างกายแบบเฉพาะส่วน ก็ควรเลือกใช้เครื่องออกกำลังกายให้เหมาะสมกับการบริการส่วนนั้น

 

เครื่องปั่นจักรยาน

เครื่องปั่นจักรยานเป็นเครื่องออกกำลังกายสำหรับคนที่ต้องการลดต้นขา สร้างกล้ามเนื้อตรงส่วนเอว สะโพก ขา นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจอีกด้วย เพราะด้วยแรงปั่นจากขาของเราจะช่วยให้ทุกส่วนกระชับไม่ยาก แต่ควรมีการปรับระดับเบาะกับแฮนด์ให้พอดีกับขนาดร่างกาย และตั้งความหนักให้ตรงกับความสามารถของผู้ใช้งาน

 

เครื่องเดินวงรี

เป็นเครื่องออกกำลังกายที่ถูกดัดแปลงมาจากลู่วิ่งในเบื้องต้น จุดเด่นก็คือช่วยลดแรงกระแทกจากอาการบาดเจ็บทั้งช่วงบนและช่วงล่าง กล้ามเนื้อบริเวณอก แขน ก้น ต้นขาทั้งหน้า-หลัง จะช่วยกระชับเข้ารูปได้สัดส่วนสวยงาม

 

ลู่วิ่งไฟฟ้า

ลู่วิ่งไฟฟ้าจะช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้ทั้งการเดินและการวิ่ง เพิ่มสมรรถภาพด้านการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ หากใครต้องการลดความอ้วน เครื่องออกกำลังกายชนิดนี้สามารถเบิร์นไขมันออกได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

 

เครื่องออกกำลังกายลดหน้าท้อง

หากเข้าใจกันเผินๆ หลายคนคงคิดว่าไม่ได้ต่างกับม้านั่งซิทอัพเท่าไหร่นัก ซึ่งก็คือการลดหน้าท้อง ลดพุง แต่จริงๆ แล้วเครื่องออกกำลังกายชนิดนี้ยังมีวิธีการเล่นอื่นๆ อีก เช่น การนั่งแล้วหมุนซ้ายขวาโยกไปมาจะช่วยออกกำลังช่วงสะโพก ก้น ให้เกิดความกระชับ อีกทั้งยังสามารถช่วยบริหารต้นเนื้อขาได้

 

ม้านั่งซิทอัพ ( แต่ต้องควรระวังในการเล่นซิทอัพ )

เครื่องออกกำลังกายชนิดนี้ ช่วยให้ออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น มีหน้าที่หลัก คือ สร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง ลดพุง พร้อมกันนี้ยังช่วยให้แผ่นหลังมีการเคลื่อนไหว หากทำประจำไขมันหน้าท้องจะลดลงได้ดีมาก หากใช้งานเป็นประจำ จะช่วยให้มีซิคแพ็คเข้ารูปสวยได้ดั่งใจ

 

ดัมเบล

อุปกรณ์ออกกำลังกายชนิดนี้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อแขนไม่ให้ต้นแขนหย่อนคล้อย กระชับเข้ารูป มีทรงสวย และสร้างความแข็งแกร่งให้กับแขน เพื่อให้มีแรงในการทำสิ่งต่างๆ ได้ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อไหล่ หน้าอก สะบัก รวมไปถึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับข้อมือและแขนทั้งสองข้าง

 

       ถ้าคุณเป็นคนชื่นชอบการออกกำลังกายอยู่แล้ว  ให้ลองหากิจกรรมการออกกำลังกายที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ที่เรานำมาฝาก ใครสนใจที่จะออกกำลังกายสามารถขอคำแนะนำจากเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสที่พร้อมให้บริการด้วยความเป็นมิตรตลอด 24 ชม. ให้ “FIT24” เป็นคู่มือให้คุณและติดตามข่าวสาร บทความดีๆ เทคนิคต่างๆ ที่นี่เลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wemall

ออกกำลังกายในหน้าฝน

ออกกำลังกายในหน้าฝน

ในสหรัฐอเมริกาเคยมีเทรนด์การออกกําลังกายแนวใหม่ที่เรียกว่า Prison Workout หรือ “โปรแกรมออกกําลังกายในเรือนจํา” ถึงชื่อจะดูน่ากลัวแต่การออกกำลังกายประเภทนี้คือฝึกได้ด้วยมือเปล่าบนพื้นที่แคบๆ เพียง 4 ตารางเมตร โดยให้ผลดีต่อสุขภาพได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลจริงทั้งเรื่องการลดน้ําหนักและสร้างกล้ามเนื้อ ช่างน่าทึ่งเสียจริง วันนี้เราจึงนำเทคนิคเหล่านั้นมาผสมผสานเป็นการออกกำลังกายในร่มแบบพื้นที่จำกัดมาฝากทุกคนกัน หวังว่าจะแนวทางในการออกกำลังกายในหน้าฝนที่ดีทีเดียว

  1. กระโดดตบ  ยืนตรง แยกขากว้างเท่าช่วงไหล่ ชูแขนขึ้นเหนือศีรษะ กระโดดแล้วหงายฝ่ามือขึ้น ตบฝ่ามือเหนือศีรษะ พร้อมกับขยับฝ่าเท้ามาชิดกัน จากนั้นลดแขนลงขนานลําตัว กลับสู่ท่ายืนตรง ทําอย่างน้อย 50 ครั้ง

 

  1. สคอวต ยืนตรง แยกขากว้างเท่าช่วงไหล่ ยืดแขนไปด้านหน้าแล้วทําท่าเหมือนประคองลูกบอลไว้ระดับอก กางศอกเล็กน้อยเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย แล้วย่อตัวลงไปทําท่าสวอตให้ต่ําที่สุดเท่าที่จะทําได้ แต่อย่าให้ก้นแตะพื้น จากนั้นเตะขาขวา 1 ครั้ง ก่อนยืดตัวขึ้นกลับไปยืนตรง ทําสลับข้างซ้าย ทําข้างละ 10 ครั้ง นับเป็น 1 เซต

 

  1. วิดพื้น เริ่มจากท่าวิดพื้น แต่ให้งอขาขวาขึ้น พยายามใช้เข่าขวาแตะให้ใกล้หน้าอกที่สุดเท่าที่จะทําได้ แล้วยืดขาขวาให้ตรง ใช้ปลายนิ้วเท้าขวาแตะพื้น ตลอดการฝึกต้องยกเข่ากับต้นขาให้ลอยเหนือพื้นตลอดเวลา จากนั้นเปลี่ยนมาใช้ขาซ้าย ทําเช่นกัน ทําข้างละ 15 ครั้ง นับเป็น 1 เซต

 

  1. หลังแตะกําแพง ยืนหันหลังให้กําแพง โดยยืนห่างจากกําแพงประมาณ 1 ฟุต จากนั้นย่อตัวลงให้เข่าทํามุม 90 องศา หลังแตะเพดานเหมือนกําลังนั่งเก้าอี้ พยายามเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องช่วย เหยียดแขนตรง ค้างท่าไว้อย่างน้อย 10-15 วินาที จากนั้นยืดตัวขึ้น ยืนตรง ทําอย่างน้อย 20 ครั้ง นับเป็น 1 เซต

 

     ถ้าคุณเป็นคนชื่นชอบการออกกำลังกายอยู่แล้ว และเข้าฟิตเนสเป็นประจำคงไม่ต้องกังวลเพราะการเข้าฟิตเนสก็เป็นการออกกำลังกายในร่มอยู่แล้ว แต่ถ้าวันไหนไม่อยากออกจากบ้าน ฝนตกก็มาคู่กันกับรถติด ให้ลองหากิจกรรมการออกกำลังกายที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ที่เรานำมาฝากชดเชยวันที่ติดฝนนะคะ ใครสนใจที่จะออกกำลังกายสามารถขอคำแนะนำจากเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสที่พร้อมให้บริการด้วยความเป็นมิตรตลอด 24 ชม. ให้ “FIT24” เป็นคู่มือให้คุณและติดตามข่าวสาร บทความดีๆ เทคนิคต่างๆ ที่นี่เลย นะคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก goodlifeupdate

การผ่อนกาย ( cool down )

การผ่อนกาย ( cool down )

การออกกำลังกายนั้นมองให้มันเป็นขั้นตอนแล้วคุณจะได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ออกกำลังกายเสร็จแล้ว วอร์มไปแล้ว ที่นี่มาถึงขั้นตอน ผ่อนร่างกายหรือเรียกว่า cooldown นั้นเอง ขั้นตอนเป็นยังไงกัน

 

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนั้นหมายถึง การใช้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพิ่มเสริมร่างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมีการเจริญเติบโตของร่างกายมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นความหมายของคำว่า ออกกำลังกาย ก็จะมีขั้นมีตอน แต่เมื่อสมัยก่อนไม่ได้มีขั้นตอนขนาดนั้น แต่ปัจจุบันขั้นตอนของการออกกำลังกาย

 

การออกกำลังกายจะมี 5 ขั้นตอน คือ

การอบอุ่นร่างกาย ( warm up )

การยืดกล้ามเนื้อ ( stretching )

การออกกำลัง ( training zone exercise )

การผ่อนกาย ( cool down )

การยืดกล้ามเนื้อ ( stretching )

 

ก่อนทำความรู้จัก การผ่อนร่างกาย เรามาทำความรู้จัก วอร์มอัพ (  warm up ) กันก่อน

วอร์มอัพ

เป็นการป้องกันอุบัติเหตุก่อนการออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะก่อนการออกกำลังกายนั้น ร่างกายของคนเรายังอยู่ในภาวะที่ปกติอยู่ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทำการ “warm-up” ซะก่อน ซึ่งวอร์มอัพนั้นก็คือ การอบอุ่นร่างกายในเบื้องต้น เพื่อให้ร่างกายมีภาวะที่พร้อมก่อนที่จะมีการออกกำลังกาย

วอร์ม  5-15 นาที 

 

ลดอาการบาดเจ็บและเป็นตะคริวระหว่างเล่นกีฬาหรือ ออกำลังกาย

 

Cool Down คืออะไร และทำไมควรทำหลังออกกำลังกาย?

การเคลื่อนไหวเบาๆหลังการออกกำลังกาย เป็นการทำให้ร่างกายค่อยๆ เย็นลงช้าๆ เรียกว่าการ คูลดาวน์  (Cool Down) หลายคนมักจะเคยได้ยินมาว่า วอร์มดาวน์ (Warm Down) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกผิด การเรียกที่ถูกต้องจะต้องใช้คำว่า คูลดาวน์ ที่แปลได้ว่า การทำให้เย็นลงนั่นเอง  ส่วนใหญ่  ฟิตเนส ก็จะมีสอนสำหรับมือใหม่

 

ประโยขน์ของ การผ่อนร่างกาย ( cool Down )

 

     การคูลดาวน์มีประโยชน์อย่างมากจนคาดไม่ถึง การทำให้ร่างกายค่อยๆเย็นลงด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวเบาๆ หลังการออกกำลังกาย เช่น การเดิน จะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เต็มที่มากขึ้น

     ซึ่งในขณะที่เราออกกำลังกายอย่างหนักนั้น กล้ามเนื้อจะมีการดึงเอาออกซิเจนมาใช้เป็นพลังงานในการเคลื่อนไหว ที่เป็นของเสียจากกระบวนการดึงเอาพลังงานมาใช้

 

      ซึ่งกรดดังกล่าวเมื่อมีมากในกล้ามเนื้อจะส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้า และถ้ามีมากจนร่างกายรับไม่ไหวก็อาจทำให้เกิดตะคริวได้ แต่กรดแลคติกจะสามารถสลายตัวได้เมื่อกล้ามเนื้อมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ

 

     ดังนั้นการคูลดาวน์นอกจากจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีแล้ว ยังทำให้กรดแลคติกในกล้ามเนื้อ ตัวการที่ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อยๆ สลายไป เนื่องจากออกซิเจนในเลือดสามารถไหลมาหล่อเลี้ยงได้เต็มที่ และลดโอกาสที่จะปวดกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายได้ด้วย

 

     ทานให้พอเหมาะออกกำลังกายให้ครบทุกประเภท ทั้ง การออกกำลังกายเพื่อหัวใจที่แข็งแรง ​(Cardio) กล้ามเนื้อแข็งแรง (Strength) และ มีความยืดหยุ่นของร่างกาย (Flexibility)

 

     ความสำคัญของขั้นตอนการออกกำลังกายนั้น มีปนะโยชน์มากๆ ทั้ง การออกกำลังกายนอกฐานที่ และใน ฟิตเนส24ชั่วโมง ได้ทั้งหมดครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก  praartitfit24

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wefitnesssociety

เพิ่มการเผาผลาญขณะออกกำลังกาย

เพิ่มการเผาผลาญขณะออกกำลังกาย

จริงอยู่คุณไม่สามารถเปลี่ยนยีนส์ อายุ หรือเพศได้ แต่แค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในการออกกำลังกาย และนิสัยการรับประทานอาหาร สามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้กับร่างกายคุณได้ดีเลยทีเดียว

 

     ร่างกายใช้พลังงานอยู่แล้วตลอดวัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งโต๊ะทำงาน การนั่งรับประทานอาหาร หรือแม้กระทั่งในขณะนอนหลับ เหนือสิ่งอื่นใดก่อนที่เราจะเรียนรู้ว่าจะเพิ่มการเผาผลาญได้อย่างไร

 

     อย่างที่เราเห็นๆ บางคนที่โชคดีถึงออกกำลังกายน้อย กินได้ตามต้องการแต่ไม่อ้วน นั้นมาจากคนเหล่านี้อาจมีระดับการเผาผลาญสูงที่ติดตัวมาตามธรรมชาติ จึงทำให้ร่างกายต้องการพลังงานมากกว่าคนทั่วไปในการใช้ชีวิตปกติ แต่สำหรับคนที่ไม่โชคดี เราจำเป็นจะต้องมองหาวิธีการเพิ่มระดับการเผาผลาญให้กับร่างกาย เพื่อรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง

 

เพิ่มการเผาผลาญด้วยการออกกำลังกาย

     วิธีการที่ชัดเจนและเห็นผลได้เร็วในการเพิ่มระดับการเผาผลาญของร่างกาย คือ “การออกกำลังกาย” โดยการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ (Cardio) เพื่อช่วยในการเผาผลาญไขมัน แต่การออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง (weight training) จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นตัวที่กระตุ้นระดับการเผาผลาญพลังงานของเราให้ดียิ่งขึ้น

 

มือใหม่หัดเล่นเวทเทรนนิ่ง (weight training)

1. หาคนช่วย 

     สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ๆ ควรได้รับการแนะนำการใช้เครื่องมือและลักษณะท่าทางการเล่นที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน ซึ่งตามสถานที่ออกกำลังกาย ( Fitness ) มักมีบริการผู้ให้คำแนะนำอยู่แล้ว หรือถ้าหากคุณเล่นเองที่บ้าน แนะนำให้ศึกษาหาข้อมูลและดูวิดีโอการสอนสำหรับผู้เริ่มต้นเสียก่อน เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเพื่อให้การเล่นได้ผลตรงจุด

 

2. เริ่มจากน้อยๆ 

     เป้าหมายของการใช้แรงต้านส่งผลโดยตรงสู่กล้ามเนื้อ ไม่ควรทำให้ฉีกขาด ดังนั้น ควรเริ่มจากน้ำหนักน้อยๆที่เราสามารถยกได้อย่างสบายๆ เสียก่อน เพื่อป้องการอาการบาดเจ็บและสามารถเพิ่มน้ำหนักขึ้นได้เล็กน้อย ถ้ารู้สึกว่าเบาเกินไป ทำท่าละ 12 ครั้ง 3-4 เซท โดยท่าที่ทำจะต้องสมบูรณ์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเล่นน้ำหนักเยอะๆ เพื่อโชว์ใคร เอาเท่าที่เรายกได้แบบเน้นๆ เป็นพอ

 

3. ไปอย่างช้าๆ 

     การยกน้ำหนักขึ้นลงแบบไวๆ ไม่ได้ผลกับกล้ามเนื้อมากนัก และอาจทำให้คุณบาดเจ็บได้ ใช้วิธีการยกแบบช้าๆ เน้นๆ และรู้สึกในทุกๆ การยืดและหดของกล้ามเนื้อ โดยการยกในแต่ละครั้งให้นับ 1-5 ช้าๆ ในใจ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกบริเวณกล้ามเนื้อ รู้สึกร้อน แต่ไม่รู้สึกเจ็บ ถ้ามีความรู้สึกเจ็บให้หยุดเล่นทันที

 

4. เหนื่อยนักก็พักบ้าง 

     คุณควรหาเวลาพัก 1 วันในขณะการฝึกแบบ เวทเทรนนิ่ง (weight training) เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเพิ่มพละกำลัง และสร้างเสริม ซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้คืนกลับมา

 

     การออกกำลังกายแบบการ “คาร์ดิโอ” (Cardio) สามารถทำได้จากกิจกรรมต่างๆ เช่น การเดิน, วิ่งบนลู่วิ่ง การเล่นกีฬาต่างๆ หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวใจเต้นต่อเนื่องกัน 30 นาทีต่อวัน ส่วนการออกกำลังกายแบบ “เวทเทรนนิ่ง” (weight training) จะต้องมีการวางแผนการเล่น ให้ออกกำลังแต่ละส่วนของกล้ามเนื้อในร่างกายกระจายกันไป ซึ่งสามารถขอคำแนะนำจากเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสที่พร้อมให้บริการด้วยความเป็นมิตรตลอด 24 ชม. ให้ “FIT24” เป็นคู่มือให้คุณและติดตามข่าวสาร บทความดีๆ เทคนิคต่างๆ ที่นี่เลย นะคะ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก heartmonitors

ฟิตร่างกายโดยกระโดดเชือกให้ถูกวิธี

ฟิตร่างกายโดยกระโดดเชือกให้ถูกวิธี

เชื่อหรือไม่ การกระโดดเชือกอย่างถูกวิธีสามารถช่วยให้พวกคุณเผาผลาญได้กว่า 1,300 แคลอรี่/ชม. ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องออกกำลังกายวิธีอื่น

 

การกระโดดเชือกนั้นอย่างแรกที่ต้องเริ่มเลยก็คือ ซื้อ Skipping Rope ที่ดี

 

หลายคนคงนึกไม่ออกว่าจะกระโดดเชือกทั้งทีต้องซื้อ Skipping Rope หรือเชือกกระโดดที่มีประสิทธิภาพด้วย และตัดสินใจใช้เชือกธรรมดาๆ มาใช้งาน ซึ่งที่สุดแล้วมันก็ไม่ทนทาน และใช้ไปไม่นานก็เสียหาย ดังนั้นการเริ่มต้นด้วยการลงทุนอุปกรณ์ออกกำลังกายสักนิดเพื่อซื้อเชือกกระโดดที่มีความทนทาน และมีความยืดหยุ่นสูงก็น่าจะคุ้มค่า

 

เชือกกระโดดนั้นปัจจุบันแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 

Speed Rope หรือ เชือกกระโดดแบบเบา ที่เหมาะกับผู้ใช้ระดับเริ่มต้น

Heavy Rope หรือเชือกกระโดดแบบมีน้ำหนัก เหมาะกับผู้ใช้ที่เชี่ยวชาญระดับหนึ่งแล้ว เพราะค่อนข้างกระโดดยาก และใช้แรงเหวี่ยงค่อนข้างเยอะ

 

วิธีกระโดดเชือกลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง

การกระโดดเชือกถือเป็นวิธีการออกกำลังกายที่เป็นที่นิยมไม่แพ้การเข้าฟิตเนสเพื่อต่อยมวย เพราะสามารถเบิร์นแคลอรี่ได้อย่างมากต่อชั่วโมงหนึ่งๆ (สามารถเบิร์นได้ 700-1000 แคลอรี่ต่อชั่วโมงหากกระโดดอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง ในขณะที่การออกกำลังกายอื่นๆเฉลี่ยอยู่ที่ 400-700 เท่านั้น) แต่การกระโดดเชือกแบบกระโดดเองเฉยๆก็อาจส่งผลกระทบต่อส่วนต่างๆของร่างกายได้หากทำไม่ถูกวิธี เช่น ข้อเท้า แขน หรือหัวไหล่ งั้นเรามาดูเทคนิคการกระโดดเชือกแบบมือโปรที่ได้ทั้งสุขภาพและปลอดภัยกับส่วนต่างๆของร่างกายกัน

 

1. กระโดดโดยใช้ส่วนหน้าของฝ่าเท้า

เวลาที่คุณกระโดดเชือกให้พยายามลงน้ำหนักเบาๆไปที่ส่วนหน้าของฝ่าเท้า แทนที่จะลงน้ำหนักไปที่ส้นเท้า เพราะการกระโดดเชือกที่ถูกวิธีฝ่าเท้าไม่ควรแตะพื้น นั้นคือเหตุผลว่าทำไมการกระโดดเชือกถึงเป็นการบริหารข้อเท้า

 

2. รีแล็กซ์เข้าไว้…อย่ากระโดดสูงจนเกินไป

หลายคนมักพยายามจะกระโดดให้สูง แต่ในความเป็นจริงแล้วหากคุณต้องการกระโดดเชือกให้ได้เวลาที่นานขึ้นแบบไม่หมดแรงไปซะก่อน ให้กระโดดแต่น้อยๆ ให้พอแค่พ้นเชือกก็พอและควรจะกระโดดด้วยท่าทางที่ผ่ออนคลายอย่าไปมัวกังวลว่าจะสะดุดเชือกตลอดเวลา

 

3. แกว่งแขนแต่พอดี อย่าหักโหมมากเกินไป

การกระโดดเชือกเป็นเรื่องของการใช้ข้อมือ หากคุณดื้อดึงที่จะใช้แขนและหัวไหล่ในการกระโดดเชือกคุณจะพบว่าการะโดดเชือกง่ายๆ จะกลายเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะฉะนั้นแค่ใช้ข้อมือแล้วหมุนเป็นวงกลมอย่างเป็นธรรมชาติก็พอแล้ว

 

4. ใช้เชือกที่มีความยาวพอดี

การกระโดดเชือกที่สมูทและถูกวิธีต้องเริ่มจากอุปกรณ์ที่เหมาะสม และหัวใจที่สำคัญของการกระโดดเชือกก็แน่นอนว่าต้องเป็นเชือก ความยาวของเชือกที่เหมาะสมคือเมื่อวัดจากพื้น ที่จับปลายเชือกควรอยู่ประมาณระดับหน้าอกของคุณ เชือกที่สั้นไปหรือยาวเกินนี้จะทำให้จังหวะการกระโดดเชือกของคุณยากกว่าที่ควรจะเป็น ความยาวที่พอดีคือทุกครั้งที่เชือกแกว่งลงควรกระทบกับพื้น

 

5. มือควรจะอยู่เหนือเอวเล็กน้อย

การกระโดดเชือกตำแหน่งมือก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งตำแหน่งมือก็จะขึ้นอยู่กับความยาวของเชือกด้วย แขนของคุณควรงอเล็กน้อย และมือควรอยู่จากสีข้างประมาณหนึ่งฟุต และอยู่ประมาณเอวหรือเหนือเอวเล็กน้อย

 

6. อยู่ในจังหวะ

คุณจะกระโดดเร็วแค่ไหนก็ได้ แต่กาารกระโดดแบบเป็นจังหวะจะช่วยให้การกระโดดเชือกง่ายขึ้นและสนุกขึ้น ก็เหมือนกับเวลาที่คุณวิ่งด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ซึ่งทำำให้คุณสามารถควบคุมลมหายใจได้ดีและออกกำลังกายได้นานขึ้นและผ่อนคลายมากกว่ากการหักโหม

 

7. ฝึกซ้อม ฝึกซ้อม ฝึกซ้อม

ข้อนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด หลายคนที่ได้ฝึกกระโดดเชือกครั้งแรกก็อาจจะยังไม่สามารถจับจังหวะของตัวเองได้ หรือยังกระโดดด้วยวิธีที่ยังไม่ถูกต้องนัก แต่หลังจากการฝึกครั้ง 4 หรือ 5 คุณก็จะเริ่มกระโดดเชือกได้คล่องขึ้น ดังนั้นหากคุณต้องการกระโดดเชือกอย่างถูกวิธี สนุก และผ่อนคลาย ควรจะฝึกบ่อยๆ จนสามารถจับจังหวะของตัวเองได้

 

8 สถานที่

สถานทีกับการกระโดดเชือกนั้นก็สำคัญเพราะว่า กระโดดเชือกนั้นก็ต้องใช้พื้นทีสำหรับ การกระโดนเหมือนกัน ถ้าเป็นใน FIT24 เปิดบริการ24ชั่วโมงยิ่งดี

เห็นไหมครับว่ากีฬากระโดดเชือกหรือ กระโดดเชือกนั้นไม่ได้ยากเลย แต่ก่อนที่เราจะเริ่มต้นหรือ เริ่มกระโดดนั้นต้องศึกษาเป็นอย่างดี ไม่งั้นอาจจะเกิดอาการบาดเจ็บได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ohlor

เดินลดน้ำหนัก

เดินลดน้ำหนัก

การเดินเป็นกิจกรรมประจำของทุกคนที่จะต้องทำอยู่แล้ว และการเดินนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด การเดินสามารถลดน้ำหนักได้จริงและเผาผลาญพลังงานได้มากพอๆกับวิ่งหรือแบบอื่นวันนี้การเดินลดน้ำหนักไม่ยากอีกต่อไป

 

    การเดิน เป็นการออกกำลังกายที่ประหยัด ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

 

    โดยเฉพาะคนที่น้ำหนักมากๆ และผู้สูงอายุ เพราะเมื่อเปรียบกับการวิ่งแล้ว การวิ่งจะทำให้เกิดแรงกระแทกต่อข้อต่อมากกว่าการเดินมาก นอกเหนือจากนั้นผู้ออกกำลังกายรายใหม่ที่เลือกวิ่ง จะทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ง่ายกว่าและเมื่อพยายามจะวิ่งต่อ ก็ยิ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำซ้อน เกิดผลเสียมากกว่าผลดี น้ำหนักก็ไม่ลดด้วย

 

    หลายๆ คนอาจคิดว่า การวิ่งช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเดิน แต่ในความเป็นจริง การเดินก็ช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากเหมือนกัน แต่เราจะทำอย่างไรให้ร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นระหว่างเดินออกกำลังกาย ซึ่งปริมาณพลังงานที่คุณเผาผลาญได้นั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว

 

การเดินนั้นมี 6 วิธีที่เผาผลาญพลังงาน

 

1.   เดินให้ไกลขึ้น

ยิ่งคุณเดินไกลมากเท่าไร ก็หมายถึงได้เผาผลาญพลังงานมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุดในการเผาผลาญพลังงานให้ได้มากขึ้น โดยคุณสามารถเริ่มจากฝึกเดินให้ได้ระยะทางไกลขึ้นก่อน จากนั้นให้เริ่มเร่งความเร็ว แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาที่คุณเดินออกกำลังกายในแต่ละวันให้นานขึ้นกว่าเดิม

 

2.   เดินเร็ว หรือ Racewalk

การเดินด้วยความเร็วมากกว่า 13 นาทีต่อไมล์ (1 ไมล์ = 1.61 กิโลเมตร) จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานต่อระยะทางที่เดิน เพราะคุณได้ใช้กล้ามเนื้อมากขึ้น และในขณะเดียวกันคุณก็ได้สร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นด้วย คุณรู้หรือไม่ว่า การมีมวลกล้ามเนื้อที่มากจะช่วยให้คุณเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ได้ผลที่เห็นชัดที่สุด คือ คุณจะเดินได้ไกลขึ้นแต่ใช้เวลาเท่าเดิม

 

3.   ใช้ walking poles ช่วยให้เดินเร็วขึ้น

Walking Poles หรือการเดินแบบใช้ไม้ค้ำยัน เป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่สามารถเดินเร็วได้ แต่อยากจะเผาผลาญพลังงานต่อระยะทางที่เดินได้มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีออกกำลังกายแบบการใช้ walking pole เผยแพร่อยู่มาก แต่เพื่อประสิทธิภาพในการออกกำลังกายแบบนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อใช้งานได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างการออกกำลังกายโดยใช้ไม้ค้ำยัน เช่น Nordic Walking หรือ เทคนิค Exerstriding

 

4.   เพิ่ม Speed Intervals ระหว่างการเดิน

ปรับเปลี่ยนความเร็วระหว่างเดิน สามารถเพิ่มความรุนแรงและการเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น เช่น ระหว่างเดินคุณเร่งความเร็วในการเดินนาน 1-2 นาที จากนั้นค่อยๆ ชะลอความเร็วลงกลับมาเดินอย่างปกติ 1-2 นาที และเร่งความเร็วใหม่อีกครั้ง ทำซ้ำวนแบบนี้ จะช่วยให้คุณสามารถเดินได้ไกลขึ้นแต่ระยะเวลาเท่าเดิม นอกจากนั้นยังทำให้คุณสามารถเดินได้เร็วขึ้นด้วย

 

5. แบกน้ำหนักเพิ่มขึ้น

ความจริงแล้ววิธีนี้ไม่แนะนำ เนื่องจากการแบกน้ำหนักเพิ่มขึ้นหมายถึงการเพิ่มความเครียดให้กับข้อของคุณ แต่หากคุณอยากทำ แนะนำว่าควรใช้น้ำหนักน้อยกว่า 10 ปอนด์ (4.5 kg) และใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายหลัง หรือชุดถ่วงน้ำหนักที่สะโพก เพื่อที่ร่างกายยังสามารถรักษาสมดุลไว้ได้ การเดินด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะสมจากการเพิ่มน้ำหนักผิดที่ เช่น ที่แขนหรือขา มันสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ของกล้ามเนื้อได้ อาจได้ผลเสียมากกว่าผลดี

 

6. เผาผลาญพลังงานขณะหลับ โดยการสร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้น

ปกติในขณะที่เราหลับ หรือในเวลาที่ร่างกายได้พัก โดยไม่มีกิจกรรมอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ร่างกายของเราก็ยังมีการใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา โดยเราสามารถคำนวณหาค่าได้ เรียกว่า Basal Metabolic Rate (BMR) คือ จำนวนพลังงานที่คุณเผาผลาญไปขณะพักในแต่ละวัน

 

เคล็ดลับ

 

สำหรับคนที่เดิน นั้นจะมีปัญหาอย่างเดียวเลย คือหนึ่งสภาพอากาศไม่อำนวย เราขอแนะนำ ให้ท่านเข้าฟิตเนส นั้นเอง  เพราะว่าฟิตเนส นั้นมีลู่วิ่ง พร้อมทั้งเครื่องเล่นที่ท่าน ต้องการอีกมากมาย

เราขอแนะนำ ฟิตเนสพระอาทิตย์ แอร์เย็น มีที่ฟอกอากาศและแถมยังมี ค่ายมวยอีกด้วยสนุกอย่างแน่นอน เรื่องสุขภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตประจำวัน ต่อให้ร่ำรวยแต่สุขภาพต้องมาก่อนนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจาก  praartitfit24

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก honestdocs

รู้กันไหม ? ทำไมจึงควรกินอาหารก่อนออกกำลังกาย

รู้กันไหม ? ทำไมจึงควรกินอาหารก่อนออกกำลังกาย

หลายคนคิดเหมือนกันไหมว่า ทำไมควรกินก่อนออกกำลังกาย ออกกำลังกายตอนท้องว่างเป็นความเชื่อที่ผิดหรือไม่ หาคำตอบกันคงจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าไม่ควรกินอาหารก่อนออกกำลังกายหรือกินก่อนวิ่งด้วยเหตุผลต่างๆ

 

     ใครที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือกลัวว่าจะรู้สึกจุก คลื่นไส้ ขณะออกกำลังกาย จึงเลือกที่จะออกกำลังกายตอนท้องว่างมากกว่า แต่ความจริงแล้วนั่นอาจไม่ใช่ความเชื่อที่ถูกต้องนัก เพราะการกินก่อนออกกำลังกาย นั้นจะส่งผลดีต่อการออกกำลังกายและร่างกายเรามากกว่า ถ้าอยากรู้ว่าเพราะอะไรก็ไปดูเหตุผลกันเลย

 

 กินก่อนออกกำลังกายช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่า

     หลายคนที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักอาจจะคิดว่า การงดอาหารก่อนออกกำลังกายนั้น จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้นอีก แต่ในความเป็นจริงแล้วนั่นไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้อง เพราะการงดอาหารนั้นไม่ได้ช่วยลดไขมันในร่างกายหรือช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อเลย และถ้าเรากินอาหารก่อนออกกำลังกายก็จะทำให้เรามีพลังงานสำหรับไปใช้ออกกำลังกายได้นานขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เผาผลาญแคลอรีและไขมันได้มากกว่าเดิม

 

แม้ออกกำลังกายไม่หนักก็ควรกินอาหารบ้าง

     การกินอาหารก่อนออกกำลังกายนั้น ไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะตอนทำ Cardio หรือ ออกกำลังกายต่อเนื่องนาน ๆ อย่างกินก่อนวิ่งเท่านั้น เพราะถึงแม้จะออกกำลังกายปกติร่างกายก็ยังคงต้องการพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ถ้าหากท้องเราว่างก็จะมีพลังงานไว้ใช้กับการออกกำลังกายน้อยลง อาจรู้สึกเหนื่อยง่ายและออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะถ้าออกกำลังกายหนัก ๆ ยิ่งควรกินอาหารก่อนออกกำลังกายเลยล่ะ

 

กินคาร์โบไฮเดรตก่อนออกกำลังกายดีกว่าโปรตีน

     สำหรับคนที่ออกกำลังกายปกติ ควรกินอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตมากกว่าอาหารประเภทโปรตีน เนื่องจากแหล่งพลังงานสำหรับใช้ในการออกกำลังกายนั้นจะได้จากคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก แต่โปรตีนนั้นเป็นสารอาหารสำหรับสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่ได้ให้พลังงานมากเท่าคาร์โบไฮเดรต และอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าหากต้องการสร้างกล้ามเนื้อก็ควรกินโปรตีนหลังออกกำลังกายจะดีกว่า

 

กินให้ถูกวิธี ไม่ต้องกลัวไม่สบายท้อง

     หนึ่งในปัญหาที่ทำให้หลายคนไม่อยากกินอาหารก่อนออกกำลังกาย เพราะกลัวว่าจะรู้สึกจุก แน่น ไม่สบายท้องขณะออกกำลังกาย ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องก็คือ การปรับอาหารและเวลาที่กิน ไม่ใช่งดอาหารไปเลย โดยให้เลือกเน้นกินอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากใยสูง และให้กินก่อนออกกำลังกายสัก 2-3 ชั่วโมง

 

     เรารู้หลักการกินไปแล้ว แล้วเราจะรู้ได้ไงละว่าเราควรกินอะไรก่อนออกกำลังกาย อาหารที่ควรกินก่อนออกกำลังกาย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่อาหารมื้อหนัก แต่ก่อนออกกำลังกายควรกินอาหารประเภทไหน กินมากเท่าไร แล้วจะกินอะไรก่อนออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความสตรอง และเพื่อให้อาหารเหล่านั้นเข้าไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

 

  • โฮลเกรน โฮลวีท

     คาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายควรได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้มีแรงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาร์โบไฮเดรตเหล่านั้นก็ควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างธัญพืชไม่ขัดสี โฮลเกรน หรือขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่น เป็นต้น

 

  •  กล้วย

     กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตกลุ่มดูดซึมช้า จึงเป็นผลไม้ที่เหมาะจะรับประทานก่อนออกกำลังกาย เพราะคาร์โบไฮเดรตในกล้วยจะช่วยให้ร่างกายมีแรง ส่วนโพแทสเซียมก็จะเข้าไปเสริมให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า

 

  • แตงโม

     แตงโมเหมาะจะกินก่อนออกกำลังกายประมาณ 30-60 นาที โดยเฉพาะหากวันไหนไม่ได้กินอาหารประเภทแป้งก่อนออกกำลังกายราว 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากแตงโมมีน้ำตาลฟรุกโตสที่จะเข้าไปทำหน้าที่แทนไกลโคเจนในตับซึ่งถูกร่างกายดึงไปใช้งานในระหว่างวันจนเหลืออยู่น้อย

 

  •  ไข่

     ไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่ร่างกายย่อยง่าย กินอร่อย และช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้อีกต่างหาก โดยก่อนออกกำลังกายสัก 2 ชั่วโมงควรรับประทานไข่ต้ม 1 ฟอง หรือจะเลือกกินแต่ไข่ขาวสัก 2 ฟองก็เลือกเอาที่สบายใจ

 

     หลังจากที่เรารู้กันมาแล้วว่าหลักการกินแล้วก็กินอะไรก่อนออกกำลังกาย แล้วมีอีกคำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัย ว่าแล้วกินก่อนออกกำลังกายกี่ชั่วโมงหรือกี่นาที วันนี้เรามีคำตอบ

 

กินข้าวก่อนออกกำลังกายกี่นาที จะไม่จุก

     ทางที่ดีควรกินอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และเน้นกินอาหารเบา ๆ ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวอย่างแป้งขัดขาว อาหารไขมันสูง เพราะเป็นอาหารที่ย่อยยาก อาจอยู่ในกระเพาะอาหารนานราว ๆ 3-4 ชั่วโมงกว่าจะย่อยหมด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาหารจุกระหว่างออกกำลังกายได้

 

     รู้อย่างนี้แล้ว หลักการกินก่อนออกกำลังกายมันก็ไม่ยากอย่างที่คิด หากท่านใดอยากออกกำลังกาย ฟิตร่างกาย ขอแนะนำฟิตเนสที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงอย่าง FIT24

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก health.kapook

5 วิธีออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักแบบผิด ๆ เปลี่ยนกี่คอร์สก็ไม่ผอม

5 วิธีออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักแบบผิด ๆ เปลี่ยนกี่คอร์สก็ไม่ผอม

หลายคนยังมีความเชื่อและวิธีการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักแบบผิดวิธี ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายทั้งจากการบาดเจ็บขณะออกกำลังกาย และหากไม่ทานอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกาย นอกจากจะมีสิทธิ์เป็นลมเป็นแล้งไปได้แล้ว ยังทำให้ขาดสารอาหารด้วยนะคะ

 

มาเช็ค 5 สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก

 

1. ไม่ทานอาหารที่ให้พลังงานก่อนออกกำลังกาย

     บางคนบ้าออกกำลังกายมาก เพื่อให้รูปร่างเล็กลง น้ำหนักลดลง จึงพยายามควบคุมปริมาณอาหารที่ทานเข้าไป และไปออกกำลังกายหนักๆ ด้วยเข้าใจว่าจะ “เบิร์น” เอาพลังงานที่ทานเกินเข้าไปออกให้หมด แต่ทราบหรือไม่ว่า หากไม่ทานอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายเลย แล้วไปออกกำลังกายหนักๆ นอกจากจะมีสิทธิ์เป็นลมเป็นแล้งไปได้แล้ว ยังอาจเสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารในระยะยาวอีกด้วย เพราะฉะนั้นทานอาหารให้หลากหลาย ทานอาหารให้ครบทุกหมู่ เพียงแต่จำกัดปริมาณให้ดี แล้วค่อยออกกำลังกายดีกว่าค่ะ

 

2. ออกกำลังกายท่าเดียว

     เคยเห็นคนที่ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส ( Fitness ) แล้วเอาแต่ยกเวทหรือเปล่าคะ หากเขาลุกไปเล่นเครื่องออกกำลังกายอื่นๆ ด้วยก็ดีไป แต่ถ้าเห็นเขาเล่นแต่แขนอย่างเดียว หรือกล้ามเนื้อท้องอย่างเดียว ต้องเตือนเขาแล้วล่ะ เพราะการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงของร่างกายอย่างแท้จริง ต้องออกกำลังกายให้ได้ทุกส่วน ทั้งแขน ขา หน้าท้อง สะโพก หรือส่วนอื่นๆ ด้วย ถ้าหน้าท้องมีซิกแพค แต่แขนขาไม่เฟิร์มก็คงแปลกๆ ดังนั้น พยายามออกกำลังกายให้ครบทุกส่วนนะคะ เพื่อความสวยงามของเรือนร่าง

 

3. คาร์ดิโอมากเกินไป

     มีอีกบางจำพวกที่เอาแต่วิ่งๆ กระโดดๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระตุ้นให้ร่างกายเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นอยู่ตลอดเวลา หากเล่นคาร์ดิโอเพื่อเบิร์นหนักๆ ร่างกายจะเริ่มปรับตัวให้คุ้นชินกับการเบิร์นในแบบนั้น จากที่เคยใช้เวลา 30 นาที เพื่อเบิร์น 200 กิโลแคลอรี หากร่างกายปรับตัวเมื่อไร เราอาจจะวิ่งได้นานขึ้น เหนื่อยน้อยลง แต่เผาผลาญพลังงานเท่าเดิม ดังนั้น เราควรออกกำลังกายแบบอื่นๆ สลับกันไปเรื่อยๆ อย่าให้ร่างกายคุ้นชินกับคาร์ดิโอมากเกินไป

 

4. ไม่วอร์มอัพ-คูลดาวน์

     หลายคนไม่เห็นความสำคัญของการวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกาย และลืมที่จะคูลดาวน์หลังออกกำลังกายด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญต่อร่างกายมากๆ เพราะการวอร์มอัพ และคูลดาวน์เป็นการช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นการวอร์มกล้ามเนื้อหัวใจ ให้เต้นเป็นจังหวะ ไม่เร่งเร้าการสูบฉีดโลหิตมากเกินไป ลดอาการเหนื่อยหอบอย่างเฉียบพลัน หรือหน้ามืดจากการออกกำลังกายได้มากขึ้นอีกด้วย

 

5. นับแคลอรีเป็นบ้าเป็นหลัง

     เป็นวิธีที่ยุ่งยากและตัวเลขมักไม่นิ่ง ทางที่ดีควรทานอย่างระมัดระวัง ทานพออิ่ม เลือกประเภทของอาหารที่ทาน มีสติว่าวันนี้ทานอะไรไปบ้าง ควรหรือไม่ควรทานต่อ แล้วออกกำลังกายตามปกติ ทำเป็นประจำทุกวัน เท่านี้ก็ไม่ต้องนับแคลอรี่ให้วุ่นวาย

 

     หากอยากออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักอย่างเห็นผล แต่ไม่แน่ใจในท่าออกกำลังกาย หรือการทานอาหาร เพื่อความปลอดภัยของร่างกายเราเอง FIT24 ให้บริการฟิตเนสชั้นนำที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนในทุกๆวัน คุณสามารถขอรับคำปรึกษาจากเทรนเนอร์ประจำฟิตเนสที่พร้อมให้บริการด้วยความเป็นมิตรและความจริงใจ หากใครที่กำลังมองหาฟิตเนส 24 ชม. ให้ “FIT24” เป็นคู่มือให้คุณ ติดตามข่าวสาร บทความดีๆ เทคนิคต่างๆ ที่นี่เลย นะคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

มาลดน้ำหนักแบบ นักมวย กันเถ๊อะ!

มาลดน้ำหนักแบบ นักมวย กันเถ๊อะ!

ฮัลโหล! นักมวยเขาออกกำลังกายก็ กล้ามเป็นมัดๆ ภาพตัดมาที่เรา OMGGGG! วันแพคก้อนเบอเริ่มเลย สงสัยกันไหมว่าทำไม นักมวยถึงฟิต ทน ถึก เวลาอยู่บนสังเวียน ในขณะที่เราขึ้นบันไดแค่ไม่กี่ขั้นยังหอบแฮ่กๆ วันนี้ Fit24 เราจะพาทุกท่านไปดูว่า เราจะทำอย่างไรให้ฟิต เปลี่ยนวันแพคเป็นซิคแพค หุหุ บอกเลยว่า สาวๆ หนุ่มๆ ต้องชายตามองตามกันเลยทีเดียว มาชมกันเลย
 

     สิ่งแรกที่เรานึกเกี่ยวกับการออกกำลังกาย คงหนีไม่พ้นกันวิ่ง การเดินเร็ว หรือ ทำยังไงก็ได้ให้เหงื่อออก เอาจริงๆการออกกำลังกาย ก็เหมือนที่ที่ได้ยินในโฆษณา ส่งเสริมจาก สสส. Tie in ว่า“แค่ขยับ เท่ากับ ออกกำลังกาย” ซึ่งนั่นก็ถูก เดินช้อปปิ้ง ก็เช่นกัน แต่ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นถือเป็น จุดเริ่มต้นการขยับร่างกาย ซึ่งหากเรา ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ การออกกำลังกายดังที่กล่าวไป ก็นับว่าไม่มีผลเสีย
 

     แต่พี่ๆนักมวยเหล่านั้น ไม่ได้ไปเดินช้อปปิ้ง ทุกวันให้ร่างกายฟิต เพราะในการเป็นนักมวยต้องทำให้ความฟิตของร่างกายอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งก่อนขึ้นชกใน รุ่นต่างๆจำเป็นต้องมีการ คุมน้ำหนักตัว แน่นะว่า ต้องใช้วิธี ฉบับเร่งรัด เพื่อรีดน้ำหนัก และทุกสัดส่วนของร่างกายให้ฟิตอยู่เสมอ

 

สิ่งแรกของการออกกำลังกาย แบบนักมวย

     หลายคน ต้องมีความพร้อม ระเบียบ วินัย และ แพลนการออกกำลังกาย การคุมมื้ออาหาร ถ้าจะให้ได้ตามฉบับนักมวยเป๊ะ อาจจะต้องเคร่งครัดมาก เนื่องจากนักมวยค่อนข้างที่จะมีความกังวลและซีเรียสกับการคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ในแต่ละเวทีนั้นๆ เนื่องจากในแต่ละเวทีนั้นก็มีการจำกัดน้ำหนักตัวเป็นรุ่นๆ ดังนั้นนักมวยจำเป็นต้องการที่จะควบคุมน้ำหนักให้เป็นการไปรุ่นชกของตนเอง ซึ่งก็อาจจะต้องจริงจังหากต้องการที่จะเร่งรัด แต่อย่าหักโหมเกินไปนะ ร่างกายอาจจะทรุดหนัก ก่อนซิกแพคจะมา นะจะบอกให้

 

     1  เริ่มออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ลองออกกำลังกายต่อเนื่อง ในระยะแรกอยู่ที่ราวๆ 45 – 60 นาที เพื่อให้ร่างกายได้ชินกับการออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องออกชิ้นเดิมซ้ำๆ เพราะเราอาจจะเบื่อไปเอง เลือกชิ้นอื่นๆบ้าง สลับๆ กันไป  เช่น ปั่นจักยาน 30 นาที หรือวิ่ง 10 กิโลเมตร กระโดดเชือกในตอนเช้า ต่อยกระสอบทรายหรือล่อเป้าอย่างน้อย 3 ยกอย่างต่อเนื่องในช่วงเย็น

 

     2 การควบคุมอาหาร นี่แหละหลักสำคัญที่จะมีผลช่วยลดน้ำหนักอย่างได้ผลเร็วและเห็นผลที่สุด เพียงแค่คุณลดการรับประทานอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว ขนมปัง หรือเส้นต่างๆ เนื่องจากแป้งเหล่านั้นเป็นตัวการที่จะเพิ่มน้ำหนักอย่างดีเลย นอกจากนี้อาหารประเภทของทอดด้วยน้ำมันทั้งหลาย จะทำให้การออกกำลังกายนั้นเห็นผลช้ากว่าที่เราต้องการหรืออาจจะไม่เห็นผลเลยหากทานในประมาณที่ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญได้หมด
 

     ให้เน้นไปที่การเลือกรับประทานประเภทผักหรือเนื้อสัตว์ต้ม อาหารคลีน เป็นหลัก ลดแป้ง  ให้เน้นผักผลไม้ ที่มีรสจืด เน้นโปรตีนเนื้อสัตว์ นมลดจืด พร่องมันเนยในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ และสิ่งสำคัญควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยให้ร่างกายของคุณชะล้างเกลือส่วนเกินที่ก่อให้เกิดการกักเก็บน้ำออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

     3 สร้างขีดจำกัดเพิ่มขึ้นให้กับตัวเอง ในที่จะลดน้ำหนักแบบนักมวยนั้นจะต้องมีการเพิ่มจำนวนยกในการล่อเป้า จำนวนครั้งในการซ้อมกระสอบทราย หรือจำนวนรอบในการวิ่ง เพื่อเพิ่มอัตราที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย และยังสามารถดึงเอาพลังงานมาเผาผลาญได้สูงขึ้นอีกด้วย

 

     4 การพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อเราออกกำลังกายมาอย่างหนักหน่วงแล้วในการพักผ่อนถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และควรที่จะพักผ่อนให้ถึง 7 – 8 ชั่วโมง เนื่องจากร่างกายของเรานั้นจะมีการปรับสมดุลในขณะที่เราหลับ และปฏิบัติตามตารางในการลดน้ำหนักแบบนักมวยให้เข้ากับชีวิตประจำวัน อย่าหักโหมจนเกินไปและออกกำลังกายหนักจนเกินไปเพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนล้าจนไม่สามารถลดน้ำหนักแบบนักมวยต่อได้และจะมีผลกระทบมากกว่าผลดี

 

    อย่าพึ่งท้อที่จะยอมแพ้หล่ะทุกคน คุณยังไม่ได้เริ่มเลย คุณต้องอดทน อดกลั้น ระเบียบ วินัย ตัวเองให้ดี ช่วงแรกอาจจะทรมานไปซะหน่อย แต่ถ้าคุณผ่านมันมาได้เลย ผลที่ตามมา ไม่เคยทำร้ายคนที่ตั้งใจ อย่ายอมให้อะไรมาทำให้คำพูดใคร มาทำลายความตั้งใจของคุณ ลองเริ่มที่ละนิด ดีกว่ายังไม่เริ่ม อาจจะเป้นการ วางแพลนชีวิตประจำวันให้ตัวเอง เจียดเวลาออกกำลังกายซัก อาทิตย์ละ2 3ชม.แล้วค่อยๆเพิ่มไปเลื่อย หรือหาเป้าหมายมาเป็นแรงบันดาลใจแล้วไปให้ถึง หรือชวนเพื่อนมาร่วมชะตากรรม จะได้ไม่น่าเบื่อ รับรองว่า คุณจะไม่เสียใจที่ได้ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพแน่นอน
 

      ด้วยความปรารถนา ดีจาก Fit24hrs Fitnessหากใครที่กำลังมองหาฟิตเนส 24 ชม. ให้ “FIT24” เป็นคู่มือให้คุณ ติดตามข่าวสาร บทความดีๆ เทคนิคต่างๆ คลิกที่นี่เลย

คนผอมแต่มีพุง ออกกำลังกาย แบบไหนดี

คนผอมแต่มีพุง ออกกำลังกาย แบบไหนดี

สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหา ผอมแต่ไม่เพียว ตัวเล็กแต่พุงกองเบอนี้ จนทำให้เราต้องเขินอายกันทีเดียว หากจะต้องไปใส่เอวลอย หรือถอดเสื้อโชว์หุ่น สำหรับในคนกลุ่มนี้จะเรื่องว่า (Skinny Fat) ไม่ต้องตกใจนั่นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงระดับชาติขนาดนั้น ด้วยรูปร่างที่เกิดขึ้นนั้นแค่ปรับเปลี่ยน นิดเดียว ออกกำลังกายเพิ่มก็หายไปแล้ว วันนี้เราจะมาดูกันว่าสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิด ลงพุงมีอะไรบ้างและวิธี ออกกำลังกาย ง่ายๆแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไปดูกันเลย  

 

ปัจจัยที่สาเหตุของ “ผอม” แต่มีพุง มีดังนี้

รับประทานน้ำตาลในปริมาณที่เกินความเหมาะสมกับร่างกาย การเป็นคนรูปร่างผอมบริโภคเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนอาจจะทำให้ตัวคุณบริโภคอย่างไม่ทันคิด เพราะจริง ๆ แล้วอาหารหวานเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดไขมันสะสมที่หน้าท้องมากกว่าอาหารที่มีไขมันสูง

 

ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินความพอดีก็จะทำให้เกิดอาหารท้องบวม เพราะเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์นั้นจะทำให้เกิดการสะสมไขมันไว้ที่หน้าท้อง

 

การรับประทานอาหารน้อยหรืออดอาหาร ไม่ได้ช่วยให้คุณลดไขมันในร่างกายแต่ทำให้ร่างกายไปดึงพลังงานจากกล้ามเนื้อมาใช้แทน ทำให้กล้ามเนื้อหายไปและร่างกายขาดความแข็งแรง

 

การออกกำลังกาย ที่ไม่ถูกวิธี ก้าวเข้าสู่ ฟิตเนส เล่นอย่างดุดัน แถมยังได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอที่ควรจะได้รับต่อวัน จะทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อมาใช้ในการออกกำลังกายแทนการดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้ ดังนั้น ถ้าคุณออกกำลังกาย คุณควรรับประทานอาหารให้สมดุลกับพลังงานที่ต้องใช้ออกกำลังกาย

 

มาดูวิธีการ ที่จะทำให้ พุง นั้นเปลี่ยนเป็นซิคแพค

คนที่มีรูปร่างผอมน้ำหนักจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นการออกกำลังกายควรเน้นที่ไปการเล่นเวท (Weight training หรือ Weight lifting) คือ การออกกำลังกายเฉพาะส่วนเพื่อเป็นการเน้นสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้น คุณจะเล่นเวททั่วร่างกายก็ได้ แต่ถ้าหากคุณอยากเน้นเฉพาะหน้าท้องสามารถออกกำลังกายได้หลายอย่าง เช่น การนอนหงายแล้วยกขาลอยขึ้นจากพื้นทั้งสองข้างหรือการนั่งเก้าอี้กลางอากาศโดยเอาหลังพิงชิดผนังไว้ ฯลฯ

 

เน้นการออกกำลังกายแบบคาดิโอ้แบบ HIIT (High Intersity Interval Training) เป็นการออกกำลังกายคาดิโอ้แบบช่วยกระตุ้นการเผาผลาญในร่างกาย โดยเน้นการออกกำลังกายหนักสลับกับเบาในระยะเวลาที่กำหนด การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายไปด้วย การออกกำลังกายควรค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ อย่าหักโหมจนเกินไป ควรออกกำลังกายแบบ HIIT ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนและทำการซ่อมแซมกล้ามเนื้อบางส่วน

     การเผาผลาญไขมันโดยไม่ให้เกิดความเสียหายกับกล้ามเนื้อ คือ ควรออกกำลังกายที่เพิ่มแรงต้านให้กล้ามเนื้อแบบ การออกกำลังกายโดยใช้กล้ามเนื้อในการยกอุปกรณ์หรือออกแรงต้านด้วยตัวคุณเองโดยไม่มีอุปกรณ์ (weight training) ทำควบคู่กับการออกกำลังกายแบบคาดิโอ้ โดยการวิ่ง ว่ายน้ำ หรือ ปั่นจักรยาน เพื่อสลายไขมันส่วนเกินและทำร่วมกับการควบคุมปริมาณอาหารที่เหมาะสม

- ลดการทานแป้งขัดขาว

- ควบคุมปริมาณไขมันในอาหารที่รับทานในชีวิตประจำวัน เน้นแต่ไขมันดี

- ทานผัก 40 – 50% ของมื้ออาหาร

- งดน้ำตาล ของหวาน อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

- ทานโปรตีน เช่น อกไก่ ปลา

 

หลีกเลี่ยงการยกเวทในผู้หญิง การยกเวทในผู้หญิงอาจจะทำให้กล้ามเนื้อโตเหมือนนักเพาะกาย การออกกำลังกายเพิ่มมาได้ถึงขนาดนักเพาะกายนั้นต้องออกแรงจนกล้ามเนื้อรับไม่ไหวเพื่อกล้ามเนื้อสร้างตัวเองเพิ่มขึ้นแต่จะต้องมีสารอาหารและการพักผ่อนที่เหมาะสม แต่ในผู้หญิงควรแค่ยกเวทเบา ๆ หรือออกกำลังกายชนิดใช้แรงต้านจะช่วยคงไว้ไม่ให้กล้ามเนื้อของคุณหายไป ส่วนใครที่อยากเพิ่มกล้ามเนื้อ ทุก ๆ 0.5 กิโลกรัมของมลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 40 – 50 แคลอรีต่อวัน ถ้าหากออกกำลังกายแบบคาดิโอ้เสริมเข้าไป ร่างกายจะใช้พลังงานพร้อมใช้ (Dietary Fuel) ไปจนหมดในครึ่งชั่วโมงแรกของการออกกำลังกายและจะดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานในการออกกำลังกายแทน

 

     ในการดูแลสุขภาพร่างกาย ของผู้ที่ทุนเดิมเป็นผอมนั้นค่อนข้างที่จะ ได้เปรียบมากกว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก้าวเข้าฟิตเนส ออกกำลังกาย สร้างวินัย อดทนซักนิด รับรองว่า ความฟิตเฟริ์ม ซิคแพค ชิคๆต้องมาอย่างแน่นอน

 

     หากใครที่กำลังมองหาฟิตเนส 24 ชม. ให้ “FIT24” เป็นคู่มือให้คุณ ติดตามข่าวสาร บทความดีๆ เทคนิคต่างๆ ที่นี่เลย

คู่มือสำหรับ มือใหม่ หัดเข้าฟิตเนส

คู่มือสำหรับ มือใหม่ หัดเข้าฟิตเนส

 

การเริ่มออกกำลังกายนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับมือใหม่ที่กำลังจะไปออกกำลังกายที่ ฟิตเนส ( Fitness ) ในครั้งแรก ย่อมมีความวิตกนิดๆ ที่จะต้องเข้าสู่สมรภูมินักกล้าม มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น!! ดังนั้นเราต้องเตรียมตัวอย่างให้พร้อมก่อนจะไป ฟิตเนส วันนี้ ทีมงาน Fit24 ได้เขียนบทความดีๆที่จะ ช่วยให้คุณไม่ต้องไปยืน งง ในดงนักกล้าม ไปดูคู่มือสำหรับมือใหม่ ที่จะเข้าฟิตเนสกันเลย  

 

     สิ่งที่ต้องรู้เบื้องต้นเลยคือ ฟิตเนส (Fitness) เป็นสถานที่สำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะ มีอุปกรณ์และเครื่องเล่นต่าง ๆ ครบครัน ถือเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่รักสุขภาพและต้องการออกกำลังกายนั่นเอง ดังนั้นแล้วเหล่ามือใหม่ จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างในการเข้าฟิตเนสอย่างผู้กล้า

 

ศึกษาข้อมูลก่อนใช้งาน

อันดับแรกสำหรับมือใหม่ทั้งหลาย คือ ควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับฟิตเนสให้ละเอียด ดังนี้

     สถานที่ เป็นปัจจัยสำคัญ ควรเลือกที่เราสะดวกจะเดินทาง เพราะหาก ฟิตเนส ไกลจากบ้านหรือที่ทำงานเหตุผลต่อมาคือ จะทำให้คุณไม่อยากเดินทางไปออกกำลังกาย แต่หากอยู่ใกล้ จะทำให้มีกำลังใจในการไปออกกำลังกาย รวมไปถึงหากสถานที่มีความสวยงาม ดูสะอาดสะอ้านจะทำให้น่าออกกำลังยิ่งขึ้น
 

     ราคา ควรพิจารณาถึงเรื่องของความคุ้มค่า และสำรวจความต้องการของร่างกายในการที่จะออกกำลังกาย เพราะมีทั้งแบบรายครั้ง รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี บางที่ก็ค่าสมาชิกถูก บางที่ก็แพง ต้องลองเทียบราคากันดูกับความคุ้มค่าแหละเหมาะสมกับคุณแค่ไหน
 

     เครื่องเล่นและอุปกรณ์ต่างๆ หากมีโอกาสได้เข้าไปสถานที่จริงก็ลองสังเกต เครื่องเล่นต่างๆ อยู่ในสภาพดีอยู่หรือไม่ หลากหลายหรือเปล่า ตรงตามที่เราต้องการจะเล่นไหม  
 

     เทรนเนอร์ อาจดูที่ความหล่อ ความสวยไม่ได้นะ อิอิ เมื่อเราเข้าไปครั้งแรก อาจะเกิดอาการงง กับการเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ที่หลากหลาย โดยเทรนเนอร์ จะสามารถช่วยของคุณได้แต่ตรงนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะจ้างให้เทรนเนอร์มาช่วยดูแลหรือไม่ ควรพิจารณาดูว่าผู้สอนมีความรู้มากแค่ไหน ลักษณะท่าทางเป็นอย่างไร เพราะไหน ๆ เรากำลังจะเสียเงินแล้ว ควรเลือกให้ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ หรือจะลองศึกษาการใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายต่าง ๆ จากคลิปในยูทูป ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี

 

เตรียมของใช้

การไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสนั้น ในเรื่องของ “ของใช้ส่วนตัว” ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าฟิตเนสแต่ละแห่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากน้อยขนาดไหน ถึงแม้ฟิตเนสบางแห่งจะมีบริการ แต่ก็อาจจะมีทั้งแบบฟรีและเก็บค่าบริการ เพราะฉะนั้นแล้วการเตรียมของใช้ส่วนตัวไปเองดีที่สุด สบายใจที่สุดแล้วโดยมีสิ่งที่ต้องเตรียมไปดังนี้ 


ชุดที่สวมใส่ในการออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ฉะนั้นแล้วควรเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เนื้อผ้าบางเบา สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป สำหรับผู้หญิงควรใส่สปอร์ตบราแทนใส่ชุดชั้นในในการออกกำลังกาย เพราะช่วย Support หน้าอกระหว่างออกกำลังกาย ช่วยรักษารูปทรงและเก็บทรงของหน้าอกได้ดี ทำให้สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงเตรียม เสื้อผ้าสำรอง มาเปลี่ยนหลังออกกำลังกายเสร็จด้วยนะ

 

ผ้าขนหนู เป็นสิ่งที่ควรเตรียมไปเอง แนะนำให้พกไปอย่างน้อย 2 ผืน ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่มาก โดยผืนแรกนั้นใช้เพื่อเช็ดทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนเล่น เพราะการใช้อุปกรณ์ต่อจากคนอื่น บางครั้งก็มีเชื้อโรคที่อยู่ในเหงื่อติดอยู่ บางครั้งอุปกรณ์ก็อยู่ในสภาพที่ชุ่มเหงื่อเลยทีเดียว ส่วนผืนที่สอง ไว้สำหรับซับเหงื่อตามใบหน้า ขณะออกกำลังกายหรือเช็ดตัวหลังการอาบน้ำ


อุปกรณ์ทำความสะอาดรางกาย ควรเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นโฟมล้างหน้า ครีมอาบน้ำ แชมพู โรลออนหรือน้ำหอม รวมถึงเจลทำความสะอาดมือ ควรพกติดกระเป๋าสำหรับเข้าฟิตเนสไว้ด้วย
 

ขวดน้ำ สำหรับคนที่เหงื่อออกมาก สิ่งที่ขาดไม่ได้คือขวดน้ำส่วนตัวเอาไว้ดื่มระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยการจิบทีละนิด แถมช่วยประหยัดเงิน ไม่ต้องไปหยอดตู้น้ำ และมั่นใจได้ว่าน้ำที่ดื่มเข้าไปเป็นน้ำสะอาด
 

หูฟังและสมาร์ทโฟน นับเป็นอุปกรณ์อีกหนึ่งชิ้นที่คนเล่นฟิตเนสควรมี เพราะเสียงเพลงจะทำให้เพลิดเพลินและช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นค่ะ ลองพกเพลย์ลิสต์เพลงมันส์ และเพลงโปรดติดตัวไปด้วย รับรองว่าการเล่นเครื่องออกกำลังกายในฟิตเนสจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป และเพื่อความสะดวกควรใช้หูฟังแบบบลูทูธ จะได้ไม่มีสายมารกรุงรังรบกวน

 

เตรียมร่างกายให้พร้อม

หลังจากที่เตรียมของเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะเป็นการเตรียมความพร้อมของร่างกายให้พร้อม โดยก่อนที่จะออกกำลังกายทุกครั้ง ต้องทำการอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) และการยืดกล้ามเนื้อ (Stretching) ก่อนเสมอ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อพร้อมทำงานอย่างเต็มที่และป้องกันอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

      ควรทานอาหารก่อนออกกำลังกายเสมอ คงไม่ดีแน่หากเราออกกำลังกายในขณะที่ท้องกำลังว่าง ร่างกายจะมีการดึงเอาพลังงานสำรองในร่างกายออกมาใช้ซึ่งจะส่งผลเสียกับร่างกายทำให้ อ่อนเพลีย และไม่มีแรงทำให้การออกกำลังกายนั้นไม่เต็มประสิทธิภาพ ฉะนั้นทางที่ดีควรกินอาหารมื้อเล็ก ๆ หรือผลไม้ เพื่อรองท้องประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง และอย่าลืมศึกษาเรื่องกฎกติกามารยาทในการใช้บริการฟิตเนสด้วยนะครับ ทั้งความสะอาด การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ การเก็บรักษา  

 

     สุดท้ายนี้ เหล่ามือใหม่ที่จะไปออกกำลังกายที่ ฟิตเนส ก็จะก้าวเข้าไปอย่างมั่นใจ อย่าลืมเตรียมทุกอย่างไปให้พร้อมและรวบรวมความกล้าไปปลดปล่อยที่ฟิตเนสกันนะ สุขภาพที่ดี หาที่ไหนไม่ได้ นอกจากจะเริ่มทำมันด้วยตัวเอง หากใครที่กำลังมองหาฟิตเนส 24 ชม. ให้ “FIT24” เป็นคู่มือให้คุณ ติดตามข่าวสาร บทความดีๆ เทคนิคต่างๆ ที่นี่เลย

5 วิธี เริ่มต้นลดน้ำหนัก สไตล์หมูๆ

5 วิธี เริ่มต้นลดน้ำหนัก สไตล์หมูๆ

     สวัสดีครับ สำหรับมือใหม่ที่กำลังต้องการจะลดน้ำหนัก และมองหาแนวทางที่จะพาตัวเองไปสู่การเปลี่ยนแปลงกับสุขภาพและร่างกายไปในทางทีดี ด้วยวิธีการเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างถูกต้องและดีต้องสุขภาพ วันนี้ทีมงาน fit24 ได้หาวิธีทั้งเทคนิคต่างๆ เปลี่ยนการลดน้ำหนักที่คิดว่าเป็นอุปสรรค ให้เป็นเรื่องที่สนุกและไม่ยากเกิน ไม่โหดร้าย ทำลายความรู้สึก เนื่องจากยังคงติดพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ บทความนี้ จึงได้รวบรวมเทคนิคขั้นพื้นฐานของการลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้นลดน้ำหนักมาให้ใช้กัน

 

     หลายคนนั้นอาจจะเคยผ่านเหตุการณ์ที่รู้สึกว่า เห้ย! ทำไมเราอ้วนจัง เสื้อผ้าที่เคยสวมใส่ วันนี้มันแน่นไปหมดทุกส่วน เดินขึ้นบันไดก็หอบซะแล้ว หายใจไม่ทั่วท้อง เหนียงออก แก้มแน่น โดยล้อ สาวเมิน และอีกหลายสิ่งทิ่มแทงหัวใจ นั่นบ่งบอกให้เห็นถึงสิ่งที่คนอื่นกำลังมองเห็นตัวเราไปในทิศทางนั้น  สุขภาพที่เคยฟิตปั๋ง วันนี้มันก็เริ่ม อึดอัดไปเสียหมด ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ เราควรที่จะมีปณิธานเป้าหมายด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างจริงจัง ทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่เราทำอยู่ต้องอาศัยเวลา และความอดทนอย่างมาก แล้วทุกอย่างที่เราทำนั่นจะไม่ศูนย์เปล่าอย่างแน่นอน หากสามารถเอาชนะใจตัวเองได้รับรองการปีนขึ้นเขาเอสเวอเรสอาจเป็นเรื่องเล็กไปเลยสำหรับคุณ โดยเริ่มจะการทำดังนี้

 

1.เก็บข้อมูลร่างกายของเรา เพื่อเทียบความเปลี่ยนแปลง

     สิ่งแรกที่เราควรรู้เลยคือ รู้จักตัวเอง ว่าพุงเราใหญ่แค่ไหน หนักแค่ไหน สรีระสัดส่วนป็นอย่างไร ไม่เพียงเท่านั้นยังต้องเก็บพฤติกรรม กิจกรรม การใช้ชีวิตแต่ละวันต้องใช้พลังงานต่อวันเท่าไหร่ โดยมากค่าเฉลี่ยของชายจะใช้พลังงานอยู่ที่ไม่เกิน 2000 kcal ต่อวัน และผู้หญิงจะใช้ไม่เกิน 1600kcal ต่อวัน และผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 2400 kcal ต่อวัน หรือวัดสัดส่วนของร่างกายที่ตำแหน่ง รอบอก รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขน และ รอบต้นขา จดบันทึก รายละเอียดต่างๆตอนเริ่มต้นไว้

 

2.หยุดกินอาหารจุกจิก

     ให้เราคิดไว้เสมอว่าอาหารมื้อหลักสำคัญ แค่นั้นก็พอ ซึ่งคนโบราณเก่าแก่นั้น จะมีการรับประทานอาหารเป็นมื้อๆ โดยไม่มีของว่างจุกจิกระหว่างมื้อเลย ซึ่งผิดกับในปัจจุบันที่ การรับประทานอาหารเหมือนเป็นเทรน ได้ตามใจปาก ผลที่ตามมาเสี่ยงที่จะเกิดโรคอ้วนได้ เราแนะนำให้เลิกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกก่อน เช่น ของว่างระหว่างวัน ขนมต่างๆ เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวจุบจิบ ของหวานล้างปาก  เพราะความจริงแล้วเมื่อเราตัดหรือลดมื้อย่อยๆเหล่านี้ได้ เราอาจสามารถลดพลังงานที่เหลือใช้ลงได้ถึงวันนึงอย่างน้อย 400 – 500 kcal เลยทีเดียว

 

3.ลด หวาน มัน เค็ม

     ข้อนี้อาจจะยากไปซักนิดนึง สำหรับการควบคุมแต่หากเราเอาชนะช่วงแรกๆ นี้ไปได้การลดน้ำหนักนั่นไม่ใช่เรื่องยากแล้ว เพียงแต่จึงเริ่มสังเกตุและปรับแก้ที่อาหารหลัก ตรวจเช็คอาหารหลักของเราว่าปรุงด้วยวิธีใด พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด ผัดน้ำมันเยอะ หรืออาหารอบที่ใช้ นม เนย สูงๆ หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการ ต้ม นึ่ง เผา ย่าง และตรวจเช็คว่า สิ่งเราทานนั้นมีรสจัดเกินไปหรือไม่ เพราะอาหารรสจัด ก็มีผลกับน้ำหนักตัวเช่นกัน โดย ลดปริมาณความหวานจากน้ำตาล และ ความเค็มจากซอสต่างๆลงในมื้ออาหาร ร่างกายของเราก็แข็งแรงและปราศจากโรคต่างๆที่มากับอาหารประเภทดังกล่าว

 

4.แค่ขยับก็เท่ากับเผาผลาญ

     หลายคนเข้าใจว่าการลดน้ำหนักคือการออกไปวิ่ง ให้เหงื่อไหลโชคตัว ก็น้ำหนักลงไปแล้ว นั้นเป้นข้อที่หลายคนเข้าใจผิด แต่การออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ ทุกที่ทุกเวลา เพียงเราใช้การขยับตัวให้มากขึ้น เดินไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมต่าง แทนการนั่ง-นอนเฉยๆ อยู่กับบ้าน ทุกๆกิจกรรมก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้หมด แต่ในขณะเดียวกันสำหรับใครที่จริงจังกับการออกกำลังกาย ควรเริ่มที่ละน้อยและเพิ่มขึ้นๆ ไปเลื่อยๆ ให้สภาพกล้ามเนื้อร่างกายได้ปรับตัว  อย่าหักโหม ค่อยๆเป็นค่อยๆไป โดยหลักการง่ายๆยึดไว้ว่า  ถ้าออกแรงน้อย ให้ออกนานๆ ถ้าอออกหนักๆ ให้ออกน้อยๆ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

 

5.ทานแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ

     นอกจากลดการกินที่ไม่จำเป็นไปแล้ว เท่ากับตัดแหล่งแห่งความอ้วนได้แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ควรทำต่อคือเพิ่มของที่ประโยชน์แก่ร่างกายเข้ามาแทน ทานผัก ทานผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม ข้าวแป้งไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นขุมพลังงานสะอาดและสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องได้รับในปริมาณที่พดอเหมาะพอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยจนเกินไป อย่าอดอาหารเป็นอันขาด! หรือตัดสิ่งใดสิ่งนึงไปเลย แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อลดอาการเครียด ถ้าอยากหรือหิว ให้มีสติและดึงตัวเองให้กลับมาควบคุมตามแผนอย่างเดิม เพราะการทานมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน หรือเลือกกินอาหารคลีนที่ดีต่อสุขภาพหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

 

     ในการที่เราจะเปลี่ยนแปลงหากเราเริ่มต้นไปแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ จะนำพาคุณชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ในช่วงแรกอาจจะไม่ได้เห็นผลที่ชัดเจน ถึงขนาดว่ากล้ามขึ้น แต่ฟ้าหลังฝนมันย่อมดีกว่าเสมอ ร่างกายเราจำเป็นต้องมีการปรับสมดุล ดังนั้นเลขน้ำหนักที่เราเห็นเยอะ ไม่ได้แปลว่า คุณอ้วน หรือไม่ดี เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง หรือกลับมาทบทวนว่าเราขาดหรือหลุดในจุดไหนไปก็ปรับแก้ไป แล้วความพยายามของ ไม่เคยทำร้ายใครซักคนที่ตั้งใจ แล้วคุณจะภูมิใจมากที่สามารถเอาชนะตัวเองได้ และสิ่งที่ตามมา คือของแถม อย่ามัวรอช้าอยู่เลยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน fit24 fitness ศูนย์รวมออกกำลังกายที่ครบครันตลอด 24 ชั่วโมงกับเราเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของคุณ

   

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lovefitt